การพัฒนาเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารก : มหาสารคาม

การพัฒนาเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารก : มหาสารคาม


ธราธิป โคละทัต

 

     จังหวัดมหาสารคามเป็นอีกจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยที่ประสบปัญหาเรื่องการคลอดก่อนกำหนด และทารกน้ำหนักน้อยกว่า 2,000 กรัม จากการศึกษาข้อมูล ในปี พ.ศ. 2549  พบทารกเกิดก่อนกำหนด 299 ราย จากการคลอด 3,128 ราย (ร้อยละ 9.56)  และเพิ่มขึ้นเป็น 310 ราย จากการคลอด  3,267 ราย (ร้อยละ 9.49) ในปี พ.ศ. 2551  ด้วยเหตุนี้ ทางโรงพยาบาลมหาสารคามจึงได้จัดทำโครงการป้องกันการคลอดก่อนกำหนด และทารกน้ำหนักน้อยในเครือข่ายโรงพยาบาลมหาสารคาม เพื่อแก้ไขปัญหาแบบเชิงรุกโดยใช้ทีมสหสาขาวิชาชีพ เครือข่ายครอบครัว ชุมชนและโรงเรียน เป้าประสงค์ที่สำคัญของเครือข่ายจังหวัดมหาสารคามที่มีความต่างจากโครงการเครือข่ายของจังหวัดอื่นที่เราได้เข้าไปเรียนรู้  คือ การสร้างเครือข่าย ครอบครัว ชุมชน และโรงเรียน เพื่อให้สมาชิกของแต่ละกลุ่มเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และมีส่วนร่วมกับฝ่ายสาธารณสุขในการป้องกันการคลอดก่อนกำหนด ซึ่งมีสาเหตุส่วนหนึ่ง จากความไม่สมบูรณ์ในครอบครัว  การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ มารดาทำแท้ง และทารกถูกทอดทิ้ง  เพราะอัตราการมีบุตรของหญิงตั้งครรภ์อายุน้อยกว่า 20 ปี ของจังหวัดมหาสารคามมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 14.24 ในปี พ.ศ. 2551 เป็นร้อยละ 16.85 ในปี พ.ศ. 2552

ก่อนมาเป็นเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกฯ เริ่มต้นที่เครือข่ายในครอบครัวและชุมชน

จังหวัดมหาสารคาม แบ่งเขตการปกครองเป็น 13 อำเภอ  133 ตำบล 1,937 หมู่บ้าน และ 30 ชุมชน ประชากรในจังหวัดทั้งหมด 954,801 คน ได้รับการดูแลจากทีมแพทย์และพยาบาลของโรงพยาบาลมหาสารคาม  ซึ่งเป็นโรงพยาบาลทั่วไป ขนาด 472 เตียง และโรงพยาบาลชุมชน จำนวน 10 แห่ง ได้แก่

1.  โรงพยาบาลเชียงยืน                    

2.  โรงพยาบาลกันทรวิชัย

3.  โรงพยาบาลโกสุมพิสัย                  

4.  โรงพยาบาลบรบือ

5.  โรงพยาบาลแกดำ                       

6.  โรงพยาบาลวาปีปทุม

7.  โรงพยาบาลนาดูน                        

8.  โรงพยาบาลยางสีสุราช

9.  โรงพยาบาลพยัคฆ์ภูมิพิสัย          

10. โรงพยาบาลนาเชือก

  •   ระยะที่ 1 การสร้างเครือข่ายครอบครัว ชุมชน โรงรียน จากโครงการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
  •   ระยะที่ 2 การพัฒนาชุมชน เพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านการป้องกันภาวะคลอดก่อนกำหนด

กิจกรรมที่ 1 คัดเลือกตัวแทนครอบครัวทารกเกิดก่อนกำหนด และหญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยง ร่วมเสวนา และจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของเครือข่ายในพื้นทีนำร่อง ตำบลเกิ้ง เพื่อวิเคราะห์ปัญหา สาเหตุ  แนวทางแก้ไขปัญหาทารกเกิดก่อนกำหนดในพื้นที่

กิจกรรมที่ 2  จัดค่ายครอบครัวทารกป่วย เพื่อเสริมสร้างความรู้ และทักษะด้านการดูแลทารกป่วยทั้งหมด 5 เรื่อง

กิจกรรมที่ 3 จัดฝึกอบรมให้ความรู้แก่บุคลากรสาธารณสุขเรื่องอนามัยแม่และเด็ก รวมทั้งได้กำหนดแนวทางการดูแลหญิงตั้งครรภ์ภาวะเสี่ยง และทารกเกิดก่อนกำหนด

กิจกรรมที่ 4 จัดฝึกรอบรมให้ความรู้แก่อาสาสมัครสาธารณสุขด้านแม่และเด็ก ภายในเครือข่ายโรงพยาบาลมหาสารคาม และหาแนวทางการดำเนินงานเรื่องการดูแลหญิงตั้งครรภ์ภาวะเสี่ยง และทารกเกิดก่อนกำหนด

กิจกรรมที่ 5 พัฒนาศักยภาพวัยใสรู้เท่าทันภาวะคลอดก่อนกำหนดในกลุ่มผู้บริหารโรงเรียน แกนนำนักเรียน และเจ้าหน้าที่สถานอนามัย

การพัฒนาเครือข่ายสุขภาพบริการ เพื่อป้องกันการคลอดก่อนกำหนด

     จังหวัดมหาสารคาม ได้ดำเนินงานด้านอนามัยแม่และเด็กภายใต้คณะกรรมการอนามัยแม่และเด็ก โดยได้เริ่มพัฒนาระบบบริการงานอนามัยแม่และเด็กให้มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานโรงพยาบาลลูกเกิดรอดแม่ปลอดภัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 จนถึงปี พ.ศ. 2550 ร่วมพัฒนาระบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์ในโครงการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการระบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์ตามข้อเสนอแนะองค์การอนามัยโลก และการบริการคลินิกสุขภาพเด็กดีคุณภาพร่วมกับกรมอนามัยในปี พ.ศ. 2551 หลังจากนั้นได้พัฒนาระบบบริการงานอนามัยแม่และเด็กให้มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานโรงพยาบาลสายใยรักแห่งครอบครัว จนกระทั่งผ่านประเมินเกณฑ์มาตรฐานระดับทอง ในปี พ.ศ. 2552

     จากการดำเนินงานที่ผ่านมาจึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างมาตรฐานการดูแลอนามัยแม่และเด็กของจังหวัดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ในทางกลับกันปัญหาการคลอดก่อนกำหนด มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ในปี พ.ศ. 2551 จังหวัดมหาสารคามจึงได้เข้าร่วมโครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกฯ เป็น 1 ใน 4 จังหวัดนำร่องของพื้นที่เขตตรวจราชการสาธารณสุข 10, 12 มีคณะกรรมการอนามัยแม่และเด็กเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ และมอบหมายตัวแทนเข้าร่วมจัดทำแผนที่ยุทธศาสตร์ ตังแต่สิงหาคม-ธันวาคม 2551 จนในที่สุด สามารถคัดเลือกโครงการเพื่อนำไปพัฒนาเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกฯ ตามยุทธศาสตร์ได้

กระบวนการที่มีผลต่อการพัฒนาเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกฯ จังหวัดมหาสารคาม

1. พัฒนาระบบฝากครรภ์คุณภาพ ในหญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยง

จังหวัดมหาสารคาม มีการดำเนินงานโครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกฯ ที่เข้มแข็งในภาพของกลุ่มจังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดขอนแก่น ร้อยเอ็ด อุดรธานี มหาสารคาม และกาฬสินธุ์ ได้นำแนวทางการดูแลการฝากครรภ์คุณภาพทั้งครรภ์ปกติ และครรภ์เสี่ยงมาปฏิบัติในกลุ่มสมาชิก ทำให้มีการพัฒนาคุณภาพตามมาตรฐานของงานอนามัยแม่และเด็กไปในทิศทางเดียวกัน อีกทั้งยังได้จัดทำแนวทางปฏิบัติเรื่องการดูแลรักษาสตรีตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยง และทารกเกิดก่อนกำหนด ทำให้การดูแลหญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงของพื้นที่เขต 10, 12 ไม่เกิดผลกระทบต่อกัน เกิดเป็นเครือข่ายเพื่อนช่วยเพื่อนอย่างแท้จริง

2. การยับยั้งหญิงตั้งครรภ์ที่เจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด

กลุ่มงานสูตินรีเวชกรรม โรงพยาบาลมหาสารคามได้จัดทำแนวทางปฏิบัติในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด และพัฒนารูปแบบการวางแผนจำหน่าย และการดูแลต่อเนื่องในหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ 26-36 สัปดาห์ โดยมีการกำหนดแนวทางการดูแลรักษาหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดเป็น 3 กลุ่มคือ หญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะ false labor pain หญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการเจ็บครรภ์แต่ปากมดลูกยังไม่เปิด (threatened preterm labor) และหญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการเจ็บครรภ์ก่อนกำหนดและปาดมดลูกเปิดอย่างน้อย 1 เซนติเมตร และบางตัวตั้งแต่ร้อยละ 80 ขึ้นไป

ภาพที่ 1  การให้ยายับยั้งภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด โรงพยาบาลมหาสารคาม

 

  3.  พัฒนาระบบส่งต่อหญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยง และทารกเกิดก่อนกำหนด

โรงพยาบาลมหาสารคามเป็นโรงพยาบาลในพื้นที่เขต 12 ร่วมกับโรงพยาบาลขอนแก่น โรงพยาบาลศรีนครินทร์ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ได้ทำการพัฒนารูปแบบการส่งต่อสตรีตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงและทารกเกิดก่อนกำหนดมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 และนำแนวทางการที่ได้จัดทำขึ้นมาขยายผลในจังหวัดมหาสารคามด้วย แนวทางการส่งต่อหญิงตั้งครรภ์และทารกเกิดก่อนกำหนด สรุปพอเป็นสังเขป ดังนี้

ระบบส่งต่อสตรีตั้งครรภ์

     แพทย์ของโรงพยาบาลชุมชนที่ต้องการส่งหญิงตั้งครรภ์มาที่โรงพยาบาลมหาสารคาม สามารถติดต่อกับสูติแพทย์ที่ห้องคลอดได้ตลอดเวลา พยาบาลที่ห้องคลอดจะติดต่อประสานงานกับแพทย์ที่ห้องฉุกเฉิน เพื่อจัดเตรียมอุปกรณ์ ในหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์น้อยกว่า 32 สัปดาห์ จะต้องติดต่อประสาน กุมารแพทย์ เพื่อตรวจสอบสถานะของตู้อบเด็กในหออภิบาลทารกแรกเกิด

     กรณีเป็นหญิงตั้งครรภ์เจ็บครรภ์และไม่มีภาวะฉุกเฉินในเวลาราชการ จะส่งไปที่ห้องฝากครรภ์ เพื่อประเมินการเจ็บครรภ์และส่งต่อไปที่ห้องคลอดเมื่อมีข้อบ่งชี้ ส่วนหญิงตั้งครรภ์ที่เดินทางมาด้วยตนเองนอกเวลาราชการ จะให้ไปห้องฉุกเฉิน และส่งไปรับการรักษาที่ห้องคลอดต่อไป

ระบบส่งต่อทารกแรกเกิด

     การส่งต่อทารกแรกเกิดจะให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัย การป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะอุณหภูมิกายต่ำ ภาวะน้ำเกิน เป็นต้น คณะกรรมการอนามัยแม่และเด็กจึงได้กำหนดมาตรฐานเครื่องมือและอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการเคลื่อนย้ายทารกแรกเกิดภายในจังหวัดมหาสารคาม เช่น กำหนดให้มีตู้อบที่ใช้เคลื่อนย้ายทารก (transport incubator) ในโรงพยาบาลชุมชน เป็นต้น

     หากต้องการส่งทารกแรกเกิดมารักษาต่อที่โรงพยาบาลมหาสารคาม  แพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนสามารถโทรศัพท์ติดต่อมาที่หออภิบาลทารกแรกเกิด เมื่อได้รับการยืนยัน พยาบาลหออภิบาลจะแจ้งแพทย์ที่ห้องฉุกเฉิน เพื่อจัดเตรียมเครื่อง radiant warmer, transport incubator, infusion pump, oxygen monitor เครื่องวัดความดันโลหิต และเครื่อง suction ไว้ให้พร้อมใช้

4.  พัฒนากระบวนการประคับประคองทารกแรกเกิดเพื่อป้องกันภาวะหายใจล้มเหลว

     จากยุทธศาสตร์ด้านความปลอดภัยของโรงพยาบาลมหาสารคาม กลุ่มงานกุมารเวชกรรมได้จัดทำ  Emergency response ของทารกแรกเกิดตามแนวคิด SIMPLE โดยได้กำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับพยาบาลห้องคลอดให้ประเมินทารกแรกเกิด ตามแบบฟอร์ม RDS score (แผนภูมิที่ 1) ทำให้การช่วยเหลือและการตัดสินใจส่งต่อทารกทำได้ชัดเจนและรวดเร็วยิ่งขึ้น หากการนำกระบวนการดังกล่าวไปปฏิบัติในโรงพยาบาลมหาสารคามไม่เกิดปัญหา ในปี พ.ศ. 2554 กลุ่มงานกุมารเวชกรรมจะได้นำแนวทางการบริหารจัดการภาวะหายใจล้มเหลวในทารกแรกเกิดไปขยายผลในระดับจังหวัดต่อไป

แผนภูมิที่ 1   การช่วยเหลือทารกที่มีภาวะหายใจลำบาก ตามระดับคะแนน RDS score

 

5.  กระบวนการประคับประคองทางจิตวิญญาณ

     จากประสบการณ์การดูแลทารกแรกเกิด พบว่ามารดาส่วนใหญ่ไม่คาดหวังว่าทารกจะมีอาการเจ็บป่วย   ยิ่งหากเป็นทารกเกิดก่อนกำหนด ซึ่งมีรูปร่างแตกต่างไปจากทารกทั่วไป ทำให้มารดา  มีอาการเครียด นอกจากนี้ การตอบสนองของครอบครัวและญาติผู้ป่วยกับสิ่งที่ไม่ได้คาดหวังอย่างเฉียบพลัน เช่น มารดาหรือทารกเสียชีวิต  อาจเกิดผลกระทบที่รุนแรงต่อบุคลากรทางสาธารณสุข  ด้วยเหตุนี้  โรงพยาบาลมหาสารคามจึงได้จัดทำโครงการ “Lotus & Sunflower” โดยมีจุดเริ่มต้นจากการให้ความสำคัญด้านจิตใจของคนเป็นสำคัญ แต่ผลที่ได้รับตามมาคือ การฟ้องร้องลดลง ขวัญและกำลังใจของบุคลากรที่เสี่ยงต่อการฟ้องร้องกลับคืนมา โครงการ  “โลตัส”  คือ การดูแลทารกภาวะวิกฤต/ โรคเรื้อรัง / ระยะสุดท้าย ได้จัดทำแบบฟอร์มประเมิน Bio-Psycho-Social-Spiritual  ส่วนโครงการ “ซันเฟาวเวอร์” เป็นการเจรจาเพื่อลดการฟ้องร้อง ได้จัดทำแบบประเมินระดับความเครียด เพื่อสะท้อนให้เห็นการตอบสนองของบิดามารดาว่าเป็นอย่างไร เช่น ปฏิเสธ โกรธ ต่อรอง ซึมเศร้า หรือ ยอมรับ นอกจากนั้น ยังได้จัดทำหนังสือให้มารดาได้ระบายความในใจ เพราะมารดาบางคนไม่ชอบพูดแต่ชอบเขียน และนำความในใจของมารดามาแจ้งเตือนให้แพทย์ และพยาบาลได้รับทราบ เพื่อนำไปดำเนินการตามกระบวนการที่วางไว้ เป็นการป้องกันก่อนเกิดเหตุลุกลาม อีกทั้งยังสามารถกำหนดแผนการช่วยเหลือ และลดการฟ้องร้องที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

6.  การดูแลทารกป่วยเรื้อรังต่อเนื่อง

     ทารกที่มีปัญหาสุขภาพเรื้อรัง มักกลับมารับการรักษาซ้ำ จึงได้กำหนดแนวทางการวางแผนจำหน่าย เพื่อเพิ่มความสามารถในการดูแลทารกแรกเกิด และดูแลต่อเนื่องจนถึงชุมชน  โรงพยาบาลมหาสารคาม  มีนโยบายสนับสนุนให้หน่วยเวชกรรมสังคมติดตามเยี่ยมบ้าน 4 โรค ได้แก่ ภาวะโรคปอดเรื้อรัง ภาวะสมองพิการ ภาวะหัวใจพิการแต่กำเนิด และภาวะทารกน้ำหนักตัวน้อยและทารกเกิดก่อนกำหนด ในกลุ่มทารกที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 2,000 กรัม ให้ประสานงานกับ home health care และสถานีอนามัยใกล้บ้านเพื่อดูแลต่อเนื่อง พร้อมส่งข้อมูลกลับมายังหน่วยเวชกรรมสังคม แต่ยังพบว่าการส่งกลับข้อมูลน้อยกว่าความเป็นจริง

     ทารกกลุ่มเสี่ยง เช่น ทารกน้ำหนักน้อยกว่า 1,500 กรัม ทารกที่ ขาดออกซิเจนตั้งแต่แรกเกิด    แพทย์จะนัดเข้าคลินิกทารกแรกเกิด และเฝ้าติดตามจนถึงอายุ 2 ปี โดยทีมสหสาขาวิชาชีพ ได้แก่ กุมารแพทย์ จักษุแพทย์ แพทย์ทางหู ตา คอ จมูก รังสีแพทย์ นักกายภาพบำบัด นักกระตุ้นพัฒนาการ พยาบาลคลินิกนมแม่  เภสัชกร  นักสังคมสงเคราะห์  และหน่วยควบคุมโรค เป็นต้น

7.  ระบบติดตามข้อมูล

     จากสถิติข้อมูลหญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงที่มาฝากครรภ์ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2553 – กุมภาพันธ์ 2554 พบหญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด จำนวน  51 ราย  แบ่งเป็น มารดาที่คลอด 28 ราย นอกนั้นอยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ ในมารดากลุ่มเสี่ยงพบการคลอดก่อนกำหนด จำนวน 3 ราย  (ร้อยละ 10.71)  และคลอดครบกำหนด จำนวน 25 ราย (ร้อยละ 89.29)  สำหรับผลลัพธ์การคลอด พบ ทารกน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม จำนวน 8 ราย (ร้อยละ 28.57) พอสรุปได้ว่า   หากหญิงตั้งครรภ์ได้รับการระบุความเสี่ยง และมีการติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด โอกาสที่จะคลอดครบ  สามารถเพิ่มสูงขึ้นได้ถึงร้อยละ 89.29

8.  ระบบนิเทศงาน

     ปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการพัฒนางาน คือ  สัมพันธภาพระหว่างทีมงานและโรงพยาบาลทุกระดับที่อยู่ในเครือข่าย เพราะช่วยทำให้ทุกฝ่ายทำงานเป็นทีมจนเกิดผลสำเร็จ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด  ได้จัดให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องไปสัมนานอกสถานที่ร่วมกันทั้งจังหวัด จนเป็นธรรมเนียมว่า จะต้องจัดสัมมนานอกสถานที่ร่วมกันทุกปี  สัมพันธภาพเหล่านี้ค่อยๆ ถูกสร้างขึ้น ช่วยเชื่อมโยงจิตใจของคนทำงานให้เป็นหนึ่งเดียว ไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไรก็ง่ายขึ้น นอกจากนี้ วิธีการนิเทศติดตามงานระดับพื้นที่ก็เป็นสิ่งสำคัญ  จะให้ตัวแทนของโรงพยาบาลชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการติดตามงานระดับพื้นที่ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ และสร้างให้เป็นแกนนำรุ่นต่อไป หากเป็นการนิเทศภายในระดับพื้นที่ ส่วนกลางจะให้สิทธิ์กับทีมของพื้นที่ได้ติดตามผลการดำเนินงานเอง ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเครือข่ายและเข้าใจการดำเนินงานมากยิ่งขึ้น  นอกจากนี้ ทางจังหวัดมหาสารคามจะมีผู้ประสานงาน 4 ฝ่าย คือ ฝ่ายสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ฝ่ายกลุ่มงานสูติกรรม ฝ่ายกลุ่มงานกุมารเวชกรรม และกลุ่มงานเวชกรรมสังคม ทำให้การทำงานในภาคส่วนต่างๆ เกิดความสมบูรณ์ และเชื่อมโยงถึงกันทุกโครงการ

ผลลัพธ์

     จากการศึกษาข้อมูลพื้นฐานด้านอนามัยแม่และเด็กของโรงพยาบาลมหาสารคาม ระหว่างปี พ.ศ. 2551 – 2553 พบว่า อัตราทารกตายปริกำเนิด อัตราการคลอดก่อนกำหนด อัตราทารกน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม ทารกเกิดก่อนกำหนดเสียชีวิตแรกคลอด มีแนวโน้มลดลง แต่เมื่อดูการเปลี่ยนแปลงของอัตราตัวชี้วัดที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าผลลัพธ์ดีขึ้นชัดเจนในปี พ.ศ. 2553 แสดงให้เห็นว่าการดำเนินงานโครงการต่างๆ ในปี พ.ศ. 2552 สามารถแก้ไขปัญหาตรงตามเป้าประสงค์ที่ทีมได้ร่วมกันกำหนดไว้ และมี impact ที่สูง ส่วนผลของทารกเกิดก่อนกำหนดที่ขาดออกซิเจนปริกำเนิด และอัตรามารดาตาย ยังมีแนวโน้มสูง จึงถือเป็นโอกาสดีที่ทีมฯ จะได้นำข้อมูลมาวิเคระห์ในรายละเอียด   เพื่อการปรับปรุง และทบทวนการทำงานในโครงการต่างๆให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นต่อไป