การจัดทำแผนที่ยุทธศาสตร์

การจัดทำแผนที่ยุทธศาสตร์


ธราธิป โคละทัต  จันทิมา จรัสทอง 

 

ประเด็นปัญหาสำคัญ : จุดเริ่มต้นโครงการ

     การเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นในช่วงแรกเกิด มักมีผลกระทบระยะยาวต่อการเจริญเติบโต และพัฒนาการตามมา ในช่วงปี พ.ศ. 2544-2548 พบว่า ทารกที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปี เสียชีวิตมากกว่าวัยอื่น  (ร้อยละ 45 หรือประมาณ 13,000-15,000 คน ต่อปี) และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยทารกที่มีอายุ  0-28 วัน ที่เรียกว่าทารกวัยแรกเกิด และพบว่าทารกเกิดก่อนกำหนด เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในช่วงอายุนี้

     จากข้อมูลของโรงพยาบาลศิริราช ระหว่างปี พ.ศ. 2548-2549 พบอุบัติการณ์การคลอดทารกก่อนกำหนด ร้อยละ 6-7 ทารกที่มีภาวะเจ็บป่วยรุนแรงส่วนใหญ่มักได้รับการรักษาในหออภิบาลทารกแรกเกิด ทารกที่รอดชีวิตบางราย อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ โรคปอดเรื้อรัง ภาวะเลือดออกในโพรงสมอง การติดเชื้อในกระแสเลือด โรคลำไส้เน่าเปื่อย และภาวะจอตาเสื่อมในทารกเกิดก่อนกำหนด เป็นต้น เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า การดูแลรักษาทารกเกิดก่อนกำหนดต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก ในปี พ.ศ. 2547 โรงพยาบาลศิริราชให้การดูแลรักษาทารกในหออภิบาลทารกแรกเกิดทั้งหมด 131 คน  หากไม่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า บิดามารดาจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 175,000 บาทต่อราย  ในขณะที่ศักยภาพของโรงพยาบาลด้านการดูแลรักษาทารกระยะวิกฤต   มีจำกัด ไม่ว่าจำนวนเตียง อุปกรณ์การแพทย์  กุมารแพทย์ พยาบาลที่มีความชำนาญ จึงเป็นเหตุให้โรงพยาบาลหลายแห่งปฏิเสธให้การรักษาสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะเสี่ยงสูง และทารกที่เกิดก่อนกำหนด

     ในปี พ.ศ. 2548 การศึกษาค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลศิริราชที่ใช้ดูแลผู้ป่วยอายุ 0-15 ปี พบว่า ค่ารักษาพยาบาลของทารกระยะปริกำเนิดเพิ่มสูงเป็นอันดับ 3 รองจากค่ารักษาพยาบาลที่ใช้ดูแลรักษาทารกที่มีความพิการแต่กำเนิดและโรคมะเร็ง เมื่อใช้สถิติของโรงพยาบาลศิริราชมาประมาณการ ค่ารักษาพยาบาลทารกเกิดก่อนกำหนดทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่ามีไม่น้อยกว่า 12,000 รายต่อปี พบว่ารัฐบาลจะต้องเสียค่าใช้จ่ายปีละไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายสำหรับการฟื้นฟูสภาพร่างกาย หรือการดูแลรักษาตลอดชีวิต หากทารกรายนั้นมีความพิการ

     ด้วยเหตุดังกล่าว คณะกรรมการที่ปรึกษา และกรรมการอำนวยการโครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารก เพื่อครอบครัวของเด็กและเยาวชนไทยในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ จึงได้ดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยใช้กระบวนการจัดการเชิงกลยุทธ์ เนื่องจากการแก้ปัญหาเรื่องภาวะเกิดก่อนกำหนด ต้องมีการกำหนดทิศทาง และเป้าหมายอย่างชัดเจน รู้เท่าทันถึงสภาพแวดล้อมภายในและภายนอกขององค์กร เพื่อให้สามารถจัดหา และพัฒนาวิธีการที่เหมาะสมกับสภาวการณ์ของสถานพยาบาลแต่ละระดับ และยกระดับสถานะปัจจุบันไปถึงสถานะที่ต้องการในอนาคต

กระบวนการจัดการเชิงกลยุทธ์

     การจัดการเชิงกลยุทธ์ เป็นกระบวนการต่อเนื่องในการกำหนดภารกิจ และเป้าประสงค์ขององค์กรภายใต้บริบทของสิ่งแวดล้อมภายนอก โดยการกำหนดกลวิธีที่เหมาะสม การปฏิบัติงานตามกลวิธีที่กำหนด เพื่อให้มั่นใจได้ว่ากลวิธีที่นำมาใช้ สามารถนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จตามเป้าประสงค์ที่ได้ร่วมกันกำหนดไว้ในแผนยุทธศาสตร์

กระบวนการจัดการเชิงกลยุทธ์ (strategic management process) ประกอบด้วย  5 ขั้นตอนสำคัญ ดังนี้

  1. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (environmental analysis) โดยการพิจารณา “จุดแข็ง – จุดอ่อน” ภายในองค์กร และ “โอกาส-ภัยอุปสรรค” จากภายนอกองค์กร ซึ่งเป็นปัจจัยเงื่อนไขที่มีอิทธิพลต่อการบรรลุความสำเร็จขององค์กร ทั้งที่เป็นปัจจัยเงื่อนไขในระยะเวลาที่ผ่านมา และเป็นปัจจัยเงื่อนไขที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
  2. การจัดวางทิศทางขององค์กร (establishing organization direction)
  3. การกำหนดกลยุทธ์ (strategy formulation) เป็นการออกแบบ และเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสม ซึ่งสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงจากการวิเคราะห์ทางเลือกด้วยวิธีต่างๆ
  4. การปฏิบัติงานตามกลยุทธ์ (strategy implementation) เป็นการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติงานตามกลยุทธ์ที่กำหนด โดยคำนึงถึงโครงสร้างขององค์กร (organizational structure) และวัฒนธรรมขององค์กร (organizational culture) เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จที่พึงประสงค์
  5. การควบคุมเชิงกลยุทธ์ (strategic control) โดยวิธีการติดตามผลการปฏิบัติงาน และวิธีประเมินผลกระบวนการ และผลสำเร็จขององค์กร

     ณ สถานะปัจจุบันเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารก เพื่อครอบครัวของเด็กและเยาวชนไทย ในพระอุปถัมภ์ฯ ได้กำหนดกลยุทธ์ระดับโครงการ (project purpose) ที่ตอบสนองต่อวัตถุประสงค์หลักของโครงการ คือ การป้องกันการคลอดก่อนกำหนด  แต่เมื่อทบทวนถึงสาเหตุของปัญหา จึงพบว่าการกำหนดกลยุทธ์ดังกล่าวสามารถยกระดับไปถึงระดับนโยบาย (policy-level strategy) ซึ่งต้องมีการดำเนินงานที่เฉพาะ มีการกำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ (strategic target) และเป้าหมายการให้บริการ (public service) ที่ชัดเจน  โดยต้องคำนึงถึงความแตกต่างตามบริบทในพื้นที่เขตด้วย โดยมีคำแนะนำว่าบุคคลในพื้นที่ต้องเป็นผู้กำหนดแผนการดำเนินงานเอง  มิเช่นนั้นจะไม่สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์บั้นปลาย  สิ่งสำคัญคือ ต้องมีการกำหนด และติดตามผลตัวชี้วัดในทุกระดับ เพื่อให้เกิดผลต่อการพัฒนาเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกฯ เป็นวงกว้าง  คณะกรรมการอำนวยการโครงการฯ จึงมีมติให้ทำการศึกษา และกำหนดรูปแบบการบริหารจัดการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกฯตามบริบทของประเทศ ก่อนทำการขยายการดำเนินการไปสู่พื้นที่เขตอื่น  ภายใต้เงื่อนไขผลลัพธ์ที่ต้องการเหมือนกัน

แผนภูมิที่ 1 กระบวนการจัดการเชิงกลยุทธ์ระดับโครงการ และระดับพื้นที่เขต