แผนที่ยุทธศาสตร์ เป้าประสงค์และตัวชี้วัดผลสำเร็จ

แผนที่ยุทธศาสตร์ เป้าประสงค์และตัวชี้วัดผลสำเร็จ


ธราธิป  โคละทัต  จันทิมา จรัสทอง  วสิษฐ์ พรหมบุตร

 

     การจัดการเชิงกลยุทธ์ เป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ถูกนำมาใช้กำหนดภารกิจและเป้าประสงค์ขององค์กรภายใต้บริบทของสิ่งแวดล้อมภายนอก เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการ หรือ กลวิธีที่นำมาใช้นั้น  จะสามารถนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จตามเป้าประสงค์ที่ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติในองค์กรได้ร่วมกันกำหนด ในแผนยุทธศาสตร์ กระบวนการจัดการเชิงกลยุทธ์ (strategic management process)  ประกอบด้วย  5 ขั้นตอน ดังนี้

  1. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (environmental analysis) โดยการวิเคราะห์ “จุดแข็ง-จุดอ่อน” ภายในองค์กร และ “โอกาส-ภัยอุปสรรค” ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอก ที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จทั้งที่เป็นปัจจัยในอดีต และปัจจัยที่คาดว่าอาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
  2. การจัดวางทิศทางขององค์กร (establishing organization direction) เพื่อให้เหมาะสมต่อการแก้ปัญหาตามบริบท หรือ สภาพแวดล้อมที่พบในองค์กรนั้นๆ
  3. การกำหนดกลยุทธ์ (strategy formulation) เป็นการออกแบบและกำหนดกลยุทธ์ที่จะนำมาใช้แก้ปัญหา โดยการเลือกหาแนวทางที่เหมาะสม และสามารถนำมาใช้ปฏิบัติได้จริง
  4. การปฏิบัติงานตามกลยุทธ์ (strategy implementation) เป็นการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติงานที่กำหนด โดยการนำโครงสร้าง (organizational structure) และวัฒนธรรมองค์กร (organizational culture) มาร่วมพิจารณาเพื่อความสำเร็จสูงสุดที่คาดหวัง
  5. การควบคุมเชิงกลยุทธ์ (strategic control) เป็นกลวิธีที่ใช้ในการติดตามผลการปฏิบัติงาน ผ่านตัวชี้วัดผลสำเร็จระดับต่างๆ เช่น ตัวชี้วัดด้านปัจจัยนำเข้า (input indicators) ตัวชี้วัดเชิงกระบวนการ (process indicators) และตัวชี้วัดเชิงผลลัพธ์ (outcome indicators) เป็นต้น

     คณะกรรมการอำนวยการโครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกฯ ได้นำการจัดการเชิงกลยุทธ์มาใช้พัฒนาโครงการฯ เริ่มตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2550 โดยการวิเคราะห์บริบทภาพรวมของประเทศได้ทำการจัดวางทิศทางการดำเนินงาน รวมทั้งกำหนดเป้าประสงค์ และตัวชี้วัดผลสำเร็จ  เพื่อนำมาใช้ติดตามและประเมินผล  หลังจากนั้น จะนำไปรวบรวมและวิเคราะห์ผลเพื่อนำมาใช้พัฒนาโครงการให้ได้ผลลัพธ์สูงขึ้น และ/หรือ นำมาจัดทำแผนงานและโครงการใหม่หากยังไม่ได้ผลสำเร็จตามที่คาดหวัง  ซึ่งสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารก ในพระอุปถัมภ์ฯ  ได้กำหนดผลลัพธ์สุดท้าย  (ultimate outcome) ไว้ว่า  “มารดา ทารก และครอบครัวไทย มีสุขภาพที่ดีได้มาตรฐานสากล”

แผนภูมิที่ 1  การวางแผนเชิงกลยุทธ์โครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกฯ

 

     คณะกรรมการโครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกฯ มีพันธกิจหลัก ประกอบด้วย  ประสาน สนับสนุน ส่งเสริม ติดตามและพัฒนาระบบป้องกัน ดูแลรักษาสตรีวัยเจริญพันธ์ สตรีตั้งครรภ์ มารดา ทารก และครอบครัวของสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการฯ ผ่านประเด็นยุทธศาสตร์ 7 ด้าน (แผนภูมิที่ 1) ซึ่งต่อมาได้ถูกนำมาจัดทำเป็นแผนที่ยุทธศาสตร์ (strategy map) ในรูปแบบของ Balanced Scorecardผ่านมุมมองด้านผู้รับบริการ มุมมองด้านกระบวนการบริหารจัดการในเครือข่าย มุมมองด้านสถานพยาบาลสุขภาพภายในเครือข่ายระดับต่างๆ มุมมองด้านการพัฒนาองค์กรและการเรียนรู้    และมุมมองด้านงบประมาณ  พร้อมทั้งกำหนดวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ ตัวชี้วัดผลสำเร็จ และโครงการที่มีความสำคัญซึ่งสอดคล้องกับเป้าประสงค์ของแผนที่ยุทธศาสตร์ (แผนภูมิที่ 2) ปัจจุบัน Balanced Scorecard นั้นไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นเพียงเครื่องมือในการประเมินผลสำเร็จเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยนำแผนที่ยุทธศาสตร์ของโครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารก ในพระอุปถัมภ์ ฯ  ไปสู่การปฏิบัติอีกด้วย

แผนภูมิที่ 2 แผนที่ยุทธศาสตร์: โครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกฯ

 

เพื่อให้สมาชิกโครงการฯ มีความเข้าใจในเรื่องของที่มาของเป้าประสงค์  และตัวชี้วัดผลสำเร็จที่ได้กำหนดไว้ในมุมมองด้านต่างๆ จึงขออธิบายพอเป็นสังเขป ดังนี้

1. มุมมองด้านผู้รับบริการ

     กลุ่มผู้รับบริการ ประกอบด้วย สตรีก่อนตั้งครรภ์ ขณะตั้งครรภ์ ระยะปริกำเนิด จนถึงระยะหลังคลอด (หญิงตั้งครรภ์ มารดา และทารกอายุตั้งแต่แรกเกิด - 5 ปี)  เป้าประสงค์หลักมุ่งเน้นไปในเรื่องของการพัฒนาความรู้ความสามารถของสตรีวัยเจริญพันธุ์ และสตรีตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงเพื่อให้สามารถประเมินและสังเกตอาการผิดปกติด้วยตนเอง และมาพบแพทย์เมื่อมีอาการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถยับยั้งภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดได้สำเร็จ  นอกจากนั้นในระยะหลังคลอดมารดาควรมีความรู้ความและทักษะด้านการดูแลสุขภาพของตนเองและบุตรซึ่งเป็นทารกเกิดก่อนกำหนด โดยหลักการดังกล่าว สมาชิกจึงควรกำหนดกิจกรรมสำหรับสตรีวัยเจริญพันธุ์และสตรีตั้งครรภ์ รวมทั้งมารดาในระยะหลังคลอดให้สอดคล้องกับเป้าประสงค์ เช่น โครงการเพิ่มพูนความรู้และฝึกทักษะด้านการดูแลตนเองในหญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงหรือโครงการให้ความรู้และฝึกทักษะด้านการดูแลทารกเกิดก่อนกำหนดให้แก่มารดาในระยะหลังคลอด เป็นต้น

2. มุมมองด้านกระบวนการบริหารจัดการภายในเครือข่าย

     ปัจจุบันจำนวนเตียงและบุคลากรในหออภิบาลทารกแรกเกิดของสถานพยาบาลที่มีศักยภาพด้านการรักษาทารกแรกเกิดระยะวิกฤตยังมีจำนวนจำกัด ดังนั้น เป้าประสงค์ในมุมมองนี้  จึงควรมุ่งเน้นไปที่การบริหารทรัพยากรสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเตียงทารกระยะวิกฤต จำนวนเตียงของทารกป่วยในแต่ละจังหวัดให้เพียงพอกับความต้องการ  รวมทั้งกระบวนการส่งต่อสตรีตั้งครรภ์และทารกเกิดก่อนกำหนดไปรักษาในสถานพยาบาลให้รวดเร็วและปลอดภัย  การบริหารจัดการจำนวนเตียงทั้งหมดในพื้นที่อย่างเหมาะสม จะทำให้ทารกเกิดก่อนกำหนด รวมทั้งทารกป่วยมีโอกาสได้เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่มีศักยภาพ  เป็นการลดจำนวนการส่งสตรีตั้งครรภ์และทารกเกิดก่อนกำหนดไปรักษานอกพื้นที่โดยไม่จำเป็น  ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การบริหารจัดการประสบผลสำเร็จ (key success factor)   คือ การวิเคราะห์ปัญหาภาพรวมระดับจังหวัด การประเมินและกำหนดศักยภาพของสถานพยาบาลทุกระดับ การจัดทำแผนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและเฝ้าติดตามประเมินผลผ่านตัวชี้วัดผลสำเร็จและประเด็นที่มีความสำคัญมากที่สุดคือ บุคลากรในสถานพยาบาลทุกระดับควรสร้างสัมพันธ์ภาพที่ดีร่วมกัน ร่วมคิด ร่วมวางแผน และแก้ปัญหาไปด้วยกันเปรียบเสมือนโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงช่วยเหลือโรงพยาบาลที่มีศักยภาพต่ำกว่า ที่เรียกว่าการช่วยเหลือแบบกัลยานิมิตร การบริหารจัดการในรูปแบบเครือข่ายสุขภาพจึงประสบผลสำเร็จตามที่ทุกคนคาดหวัง

3. มุมมองด้านสถานบริการสุขภาพภายในเครือข่าย

     การให้ความรู้และเสริมสร้างทักษะให้สตรีตั้งครรภ์เป็นระเด็นที่สำคัญแต่อาจไม่เห็นผลสำเร็จทันที มักเห็นผลสำเร็จในช่วง 2-3 ปีภายหลังการดำเนินงาน จึงควรพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบดูแลรักษา เช่น การตรวจคัดกรองภาวะสุขภาพของสตรีตั้งครรภ์ การดูแลรักษา และการเฝ้าระวังดูแลรักษาภาวะแทรกซ้อน ในมุมมองนี้จึงควรสร้างมาตรฐานและร่วมกันพัฒนาระบบดูแลรักษาสตรีที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดรวมทั้งระบบการดูแลรักษาและการส่งทารกเกิดก่อนกำหนดไปรับการรักษาต่อของสถานพยาบาลทุกระดับในพื้นที่อย่างต่อเนื่องและดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน

4. มุมมองด้านการพัฒนาองค์กร และการเรียนรู้

    การป้องกันภาวะคลอดก่อนกำหนดให้มีประสิทธิผลสูงจำเป็นต้องใช้ความรู้ความสามารถของบุคลากรทางสาธารณสุขที่มีอยู่ในสถานพยาบาลทุกระดับตั้งแต่อาสาสมัครประจำหมู่บ้าน (อสม.) / อาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) แพทย์และพยาบาลประจำศูนย์บริการสาธารณสุข / สถานีอนามัย / โรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ/ โรงพยาบาลตติยภูมิ/ โรงพยาบาลระดับมหาวิทยาลัย   การสนับสนุนให้บุคลากรทางการแพทย์มีความรู้และความชำนาญเฉพาะทางจะทำให้การถ่ายทอดความรู้ให้บิดามารดาเพื่อนำไปดูแลสุขภาพของทารกสามารถทำได้อย่างถูกต้อง หากบุคลากรของสถานพยาบาลทุกแห่งให้มีความรู้ความสามารถที่ใกล้เคียงและไปในทิศทางเดียวกัน ในอนาคตเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ผลลัพธ์ทางสุขภาพของสตรีตั้งครรภ์ มารดา และทารกเกิดก่อนกำหนดจะมีแนวโน้มดีขึ้นแน่นอน   ด้วยเหตุผลที่กล่าวมา การจัดทำระบบจัดการความรู้ (knowledge management) จึงเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ช่วยสนับสนุนให้เกิดการแบ่งปันความรู้ ผู้ปฏิบัติทั่วประเทศสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้สะดวกรวดเร็ว  การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการความรู้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะนำมาใช้ขยายโครงการฯ เข้าไปในเขตจังหวัดอื่นในระยะต่อไป

5. มุมมองด้านงบประมาณ

     แม้ว่าปัจจุบันคณะกรรมการอำนวยการโครงการเคือข่ายสุขภาพมารดาและทารกฯ    ยังมิได้จัดสรรงบประมาณมาเพื่อจัดทำโครงการฯ โดยตรง แต่งบประมาณส่วนหนึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนทีปังกรนภัทรบุตร ซึ่งได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร    เพื่อใช้ในการบริหารจัดการโครงการฯ การจัดประชุมวิชาการประจำปี และการจัดประชุมสมาชิกเพื่อพัฒนางาน หรือ ประชุมวิชาการในพื้นที่ ส่วนงบประมาณที่ใช้ในการปรับปรุงห้องคลอด หออภิบาลทารกแรกเกิด หอผู้ป่วยเด็กแรกเกิด รวมทั้งการจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็น เช่น ตู้อบทารก เครื่องช่วยหายใจ ฯลฯ ส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนจากนายแพทย์สาธารณสุขและผู้อำนวยการโรงพยาบาล เมื่อผู้ปฏิบัติได้จัดทำแผนงานเพื่อขออนุมัติงบประมาณประจำปี หรือ เงินรายได้โรงพยาบาล นอกจากนั้น อีกส่วนหนึ่งยังได้รับการสนับสนุนจากสภาวิจัยแห่งชาติ  การจัดประมูลงานศิลปกรรมเพื่อนำรายได้มาใช้ทำกิจกรรมต่างๆ เช่น โครงการต้นแบบเพื่อการป้องกัน ตรวจคัดกรอง และดูแลรักษาโรคจอตาเจริญผิดปกติในทารกเกิดก่อนกำหนด รวมทั้งเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทราที่ให้กับสถานพยาบาลต่างๆ โดยตรง

ตัวชี้วัดผลสำเร็จ (Key Performance Indicator, KPI)

     ตัวชี้วัดผลสำเร็จ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของ Balanced Scorecard ซึ่งถูกนำมาใช้ติดตามและประเมินผลสำเร็จของโครงการฯ แต่เนื่องจากการแก้ไขปัญหาภาวะคลอดก่อนกำหนดมีมุมมองทั้งหมด 7 ด้าน และประกอบด้วยเป้าประสงค์ทั้งหมด 14 ข้อ ดังนั้น  การกำหนดตัวชี้วัดจึงควรทำเฉพาะที่จำเป็น และมีความสำคัญต่อโครงการฯ หรือ กิจกรรมของสถานพยาบาล เท่านั้น

     การกำหนดตัวชี้วัดของโครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกฯ มุ่งเน้นไปที่ตัวชี้วัดที่เป็นผล (lagging indicators) ซึ่งบ่งชี้ถึงผลลัพธ์เมื่อการดำเนินการแล้วเสร็จ มากกว่าตัวชี้วัดที่เป็นเหตุ (leading indicators) ซึ่งบ่งชี้กระบวนการ หรือ กิจกรรมย่อยในโครงการ  ผลลัพธ์ทางด้านลบ เช่น การเสียชีวิต อัตราการเจ็บป่วย มักสะท้อนถึงความต้องการพื้นฐานขั้นต่ำ แต่ผลลัพธ์ด้านบวก เช่น อัตราการติดเชื้อในกระแสเลือด อัตราโรคปอดเรื้อรัง ระยะเวลาการรักษาด้วยเครื่องช่วยหายใจ หรือ ระยะเวลาวันนอนโรงพยาบาล มักสะท้อนถึงประสิทธิภาพของการดูแลทารกเกิดก่อนกำหนด  เป็นต้น