องค์กรไร้พรมแดน...เครือข่ายสุขภาพมารดาและทารก

องค์กรไร้พรมแดน...เครือข่ายสุขภาพมารดาและทารก


ธราธิป โคละทัต  จันทิมา จรัสทอง

 

     ถึงแม้ปัจจุบัน โครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารก เพื่อครอบครัวไทย ในพระราชูปถัมภ์ ยังไม่ได้มีการจัดตั้งในรูปแบบขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม ได้ดำเนินการในลักษณะองค์กรอิสระ มีการทำงานแบบไร้พรมแดน เป็นการรวมตัวของบุคลากรสาธารณสุขแบบกึ่งราชการ กึ่งเอกชน เพื่อเข้ามาร่วมป้องกัน ดูแล และรักษาสตรีตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงและทารกเกิดก่อนกำหนด มีการจัดกลุ่มการทำงานตามเขตตรวจราชการสาธารณสุข 18 เขต รวมทั้งพื้นที่เขตกรุงเทพมหานคร เพื่อให้องค์กรลักษณะดังกล่าว สามารถดำเนินงานไปได้อย่างต่อเนื่อง บุคคลากรที่เข้ามาทำงานร่วมกัน นอกจากมีเป้าประสงค์เดียวกันแล้ว ยังต้องเข้าใจรูปแบบของโครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารก หากการจัดตั้งเครือข่ายสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ จะเอื้อให้การดูแลรักษาสตรีตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงและทารกเกิดก่อนกำหนดในพื้นที่เขตทั่วประเทศประสบผลสำเร็จ

แนวคิดแรกเริ่ม...ทุกคนมีความสำคัญ

     หากพวกเราทุกคนให้ความสำคัญ และมุ่งเป้าไปที่มารดาและทารก ภาคีทุกภาคส่วนควรมีส่วนร่วมจัดทำเครือข่ายเพื่อมารดาและทารก คงมิได้จำกัดอยู่ที่สังกัดใดสังกัดหนึ่ง หากแต่หน่วยงานและสถานพยาบาลของทุกสังกัด ไม่ว่าจะเป้นภาครัฐหรือภาคเอกชนล้วนมีส่วนเกี่ยวข้อง และอยู่บนพื้นฐานเท่าเทียมกัน หากองค์กรและหน่วยงานทุกแห่งยังไม่สามารถทะลุกรอบแนวความคิดที่กล่าวมา การแก้ไขปัญหาภาวะคลอดก่อนกำหนดให้สำเร็จ คงเกิดขึ้นด้วยความยากลำบากดังเหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีต

     เครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกฯ มีเป้าประสงค์ที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน และยุ่งยากเช่นภาวะคลอดก่อนกำหนด การกำหนดแนวทางการให้บริการมารดาและทารกแรกเกิด การแก้ปัญหาในรูปแบบ "เครือข่ายสุขภาพมารดาและทารก" ทำให้เกิดความสอดคล้องกับการบริการตามเขตภูมิศาสตร์ สภาพแวดล้อมและวัฒนธรรม โดยสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกิดขึ้นระหว่างการดูแลรักษา การส่งต่อ รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดกระบวนการพัฒนาศักยภาพของบุคคลากรทางการแพทย์ทุกระดับ โดยจัดให้มีการเรียนการสอนศึกษาวิจัยและติดตามผลที่สอดคล้องกันตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ ส่งผลให้การดูแลรักษามารดาและทารกได้รับการพัฒนาเชิงระบบอย่างต่อเนื่อง ประชาชนในทุกเขตชุมชนจะได้รับการดูแลด้วยมาตรฐานวิชาชีพที่ใกล้เคียงกัน

     เครือข่ายสุขภาพมารดาและทารก ในพระอุปถัมภ์ฯ ได้ดำเนินการตามแผนที่ยุทธศาสตร์ที่ภาคีทุกภาคส่วนได้ร่วมจัดทำ การดำเนินงานดังกล่าวจะชัดเจนได้ จำเป็นต้องมีองค์กรใดองค์กรหนึ่งเป็นผู้เริ่มต้น เพื่อช่วยผลักดันและประสานงานให้เกิดกระบวนการพัฒนาและแก้ไขปัญหาภาวะคลอดก่อนกำหนด ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย

ปัจจัยที่มีผลต่อการสร้างเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกฯ ระดับพื้นที่เขต

     "การจัดการที่มีประสิทธิภาพ เป็นทรัพยากรหลักของประเทศที่พัฒนาแล้ว และเป็นทรัพยากรที่มีความต้องการมากที่สุดของประเทศที่กำลังพัฒนา" ดังที่ปีเตอรื เอฟ ดรักเกอร์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการจัดการได้กล่าวไว้ข้างต้น การเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกองค์กร จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากปราศจากการบริการการจัดการที่ดี

     ระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ เกิดจากปัจจัยหลายปัจจัย เช่น นโยบาย ทรัพยากร ระบบติดต่อสื่อสาร รวมทั้งพฤติกรรมการบริหารงาน ความสำเร็จขององค์กรเกิดจากหลายปัจจัย ประสิทธิภาพของทีมงานในองค์กร (organization's effectiveness team) เป็นปัจจัยหนึ่งของความสำเร็จ ในบทความนี้ผู้นิพนธ์ขอนำเสนอปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการสร้างเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกในระดับพื้นที่เขต พอเป็นสังเขปดังนี้

1. แนวคิดการบริหารเชิงกลยุทธ์

     จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างสมาชิกในทีมพื้นที่เขต พบว่า ส่วนใหญ่ยังมีความคุ้นเคยกับการกำหนดโครงการแล้วนำมาปรับปรุงหรือพัฒนางานทันที ผลลัพธ์ที่เห็นคือ หน่วยงานสามารถดำเนินงานได้รวดเร็วหากมีงบประมาณสนับสนุน แต่หากโครงการนั้นเป็นเพียงกิจกรรมย่อยในโครงการใหญ่ทั้งหมด จะไม่บอกถึงความสำเร็จตามเป้าประสงค์ที่ระบุไว้ในแผนที่ยุทะสาสตร์นั้นเลย หรือหากมีการนำโครงการที่มีเป้าประสงค์อื่นเข้ามาร่วมดำเนินงานภายใต้แผนกลยุทธ์เดียวกัน ก็ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ใดเลย จะเห็นได้ว่า การทำงานลักษณะเช่นนี้ นอกจากจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้แล้ว ยังเป็นการใช้งบประมาณที่ขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผลอีกด้วย ทำให้เสียเวลาโดยไม่เกิดประโยชน์ บุคลากรที่เข้ามาดำเนินงานในเครือข่ายจึงควรมีแนวคิดเรื่องการวางแผนกลยุทธ์เพราะทำให้เข้าใจแผนที่ยุทธศาสตร์ของโครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกฯ สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงประเด็น และรวดเร็วยิ่งขึ้น

2. วัฒนธรรมองค์กร

     บุคลากรในพื้นที่เขตทุกระดับ มีส่วนสำคัญในการพัฒนาเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกฯ โดยการนำแผนกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติ ผู้บริหารควรคัดเลือกบุคลากรที่เหมาะสมเข้ามาดำเนินการ ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมของบุคลกร คือ วัฒนธรรมองค์กร ซึ่งหมายถึงค่านิยมร่วม ความเชื่อ บรรทัดฐาน ความคาดหวังหรือข้อสันนิษฐานที่เชื่อมบุคคลและระบบเข้าด้วยกัน วัฒนธรรมช่วยทำให้บุคคลเกิดความเป็นเอกลักษณ์ทำให้เกิดคำมั่นสัญญา มีความริเริ่ม-สร้างสรรค์ และสื่อสารระหว่างกัน ซึ่งเป็นพื้นฐานระดับความมั่นคง การควบคุม และการจัดวางทิศทางการทำงาน เป้นการเอื้อให้สมาชิกสามารถปรับตัว และผนวกสภาพแวดล้อมทั้งภายนอกและภายในเข้าด้วยกัน องค์กรแต่ละแห่งมีประวัติความเป็นมา และมีวิธีการดำเนินงานที่แตกต่างกัน องค์การที่มีวัฒนธรรมเข้มแข็งจะสามารถปฏิบัติการได้มีประสิทธิภาพมากกว่าองค์กรที่ปราศจากวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง

แผนภูมิที่ 1 แสดงระดับความสัมพันธ์ของสถานพยาบาลในเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกฯ

 

     สถานพยาบาลในเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกฯ ทั้ง 4 พื้นที่เขต มีประวัติศาสตร์ของการทำงานที่แตกต่างกัน บางพื้นที่มีเขตความสัมพันธ์เฉพาะระดับโรงพยาบาล บางพื้นที่เขตมีความสัมพันธ์รัดับจังหวัด บางพื้นที่เขตมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างพื้นที่เขต ดังนั้นเมื่อขนาดของความสัมพันธ์แตกต่างกัน การสร้างวัฒนธรรมร่วมกันจึงมีความต่าง ผลที่ตามมาคือ ประสิทธิภาพการทำงานของเครือข่ายแต่ละพื้นที่เขตฯ ย่อมต่างกัน (แผนภูมิที่ 1)

3. โครงสร้างการทำงาน

     โครงสร้างเครือข่ายฯ เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จของการแปลงกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติ เนื่องจากกลยุทธ์จะถูกนำไปปฏิบัติผ่านการออกแบบโครงสร้างขององค์กร เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์การทำงาน การเลือกรูปแบบโครงสร้างและระบบกำกับดูแลที่เหมาะสม ช่วยทำให้การดำเนินการเชิงกลยุทธ์เกิดประสิทธิภาพ ลักษณะโครงสร้างของเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกแรกเกิด เป็นการกำหนดรูปแบบตามหน่วยกลยุทธ์ (strategic business unit structure) ที่มีประธานคณะอนุกรรมการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกแรกเกิดระดับพื้นที่เขตเป็นผู้บริหารจัดการโครงฯ (แผนภูมิที่ 2) ลักษณะโครงสร้างดังกล่าว จะช่วยทำให้เกิดการบริหารเชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจนเพื่อตอบสนองเป้าประสงค์เดียวกัน

แผนภูมิที่ 2 รูปแบบโครงสร้างของเครือข่ายฯ

 

4. การบริหารจัดการ

     การดำเนินงานในรูปแบบเครือข่าย มิได้คำนึงถึงคุณภาพการให้บริการของบุคลากรเพียงอย่างเดียว แต่ควรคำนึงถึงการดำเนินการในองค์รวมเป็นหลัก การดำเนินงานเพื่อมุ่งหวังให้มารดาและทารกไทยมีสุขภาพระดับมาตรบานสากล จึงควรทำการพัฒนาสุขภาพเชิงระบบ สนับสนุนให้บุคลากรมีส่วนร่วมโดยการจัดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปพัฒนางานของตนเองได้อย่างเหมาะสม การจัดองค์กรแบบเครือข่ายและบริหารงานชนิดข้ามพรมแดน (network organization & boundary managment) จะทำให้การติดต่อสื่อสารภายในและระหว่างองค์กรมีความเชื่อมโยงกัน ระบบเวชสารสนเทศจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่นำมาใข้ในการบริหารจัดการโครงการ ติดต่อสื่อสาร และการส่งผ่านข้อมูลไปให้ผู้ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดทำฐานข้อมูลมารดาและทารกที่หน่วยงานต่างๆจะนำไปใช้ติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน อีกทั้งยังนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการจัดการความรู้ เพื่อสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้อีกด้วย

5. ทักษะสำหรับการบริหารจัดการ

     ผู้บริหารจัดการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกแรกเกิดในพื้นที่เขต ควรมีภาวะผู้นำที่สามารถบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลง การสร้างเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกในระยะแรก มักเกิดแรงต้าน เนื่องจากไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตนเองหรือหน่วยงานของตนเองหรือทำไมจึงต้องเปลี่ยนแปลง การต่อต้านการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นอุปสรรคสำคัญ ดังนั้นผู้บริหารจัดการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกฯในพื้นที่เขต นอกจากจะต้องคำนึงถึงพฤติกรรมที่ส่งเสริมการทำงานเป็นทีมแล้ว ยังต้องคำนึงถึงภาวะผู้นำอีกด้วย

6. การสร้างทีมงาน

     การสร้างทีมงานเป็นกระบวนการรวบรวมคนที่มีความต้องการภูมิหลัง และความชำนาญที่แตกต่างกัน และทำให้คนเหล่านั้นปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในกระบวนการนี้เป้าหมายและศักยภาพของแต่ละคนจะถูกนำมาใช้เพื่อการดำเนินงาน

7. ปัจจัยเกื้อหนุน และปัจจัยขัดขวาง

8. การติดต่อสื่อสาร

     การสร้างเครือข่ายแนวราบที่มีความเป็นพลวัต เชื่อมโยงกันด้วยอุดมการณ์ วิสัยทัศน์ และเป้าหมาย ผ่านข้อมูลข่าวสารทั้งในรูปของข่าวสารหลัก และข่าวสารย่อยๆ ในลักษณะที่มีปฏิสัมพันธ์วางอยู่บนความเท่าเทียมกันเป็นความสัมพันธ์ในแนวราบ ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบหน่วยเหนือ แบบการบังคับบัญชาออกคำสั่งที่เป้นความสัมพันธ์แนวดิ่ง การสร้างเครือข่ายแนวราบจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการติดต่อสื่อสารภายในเครือข่าย

รูปแบบเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกที่พึงประสงค์

     ลักษณะของเครือข่ายที่ต้องการให้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่เขตตรวจราชการสาธารณสุขคือการเป็นเครือข่ายแห่งการเรียนรู้ สมาชิกในเครือข่ายสามารถขยายศักยภาพ (capacity) ในการสร้างผลลัพธ์ตามที่ตนเองหรือองค์กรต้องการอย่างต่อเนื่อง เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน เกิดบรรยากาศความไว้วางใจ (trust) มีสัมพันธภาพภายใน (relationship) ที่ดี การยอมรับซึ่งกันและกัน (acceptance) มีความสอดคล้องและกลมกลืน (synergy) ตลอดจนสามารถสร้างผลลัพธ์ที่นำมาซึ่งความสำเร็จ โดยที่ปัจจัยและความสำเร็จเหล่านี้เกิดจากการพัฒนาความรู้ที่จำเป็นของทีมอย่างต่อเนื่อง Stephen P Robbins และ Mary Coulter ได้กล่าวว่า เครือข่ายที่มีลักษณะขององค์กรแห่งการเรียนรู้ ทำให้เครือข่ายมีการพัฒนาในความสามารถการเรียนรู้ สามารถปรับตัวและเปลี่ยนแปลงขององค์กรอย่างต่อเนื่อง ต่อจากนั้นบุคคลในเครือข่ายจะมีการจัดการองค์ความรู้ต่างๆด้วยการศึกษา และถ่ายทอดความรู้ใหม่ๆให้แก่ผู้อื่นอย่างต่อเนื่อง มีความเต็มใจที่จะประยุกต์ความรู้เหล่านั้นไปใช้ในการตัดสินและการปฏิบัติงาน หากเครือข่ายแห่งการเรียนรู้เพิ่มจำนวนมากขึ้น นอกจากจะช่วยทำให้คุณภาพการดูแลภาวะสุขภาพมารดาและทารกไทยดีขึ้น สมรรถนะของบุคลากรทางสาธารณสุขก็จะเพิ่มขึ้นด้วย