ความสำคัญและที่มาของโครงการ

ความสำคัญและที่มาของโครงการ


ตราสัญลักษณ์ของโครงการ

ชื่อภาษาไทย :

โครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกเพื่อครอบครัวไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร

ชื่อภาษาอังกฤษ :

Thai Maternal and Child Health Network under the Patronage HRH Crown Prince Maha Vajiralongkorn

หลักการและเหตุผล :

     ทารกเกิดก่อนกำหนด เป็นผลผลิตของการตั้งครรภ์ที่สิ้นสุดก่อนครบ 37 สัปดาห์ เป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ทารกไทยเสียชีวิตหรือพิการ ทารกที่มีอายุครรภ์น้อยจะมีโอกาสเสียชีวิต และพบภาวะแทรกซ้อนได้มากขึ้น  ทารกที่รอดชีวิตบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ เลือดออกในสมอง โรคปอดเรื้อรัง สายตาพิการ (ตาบอด) เป็นต้น ภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวมีผลกระทบระยะยาวต่อการดำเนินชีวิตของทารกและครอบครัว เพราะทารกสมองพิการต้องได้รับการดูแลจากครอบครัวและรัฐบาลตลอดชีวิต ทารกที่มีโรคปอดเรื้อรัง มักต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลซ้ำในช่วง 1-2 ปีแรกของชีวิต นอกจากนี้ การดูแลรักษายังต้องใช้ทรัพยากรของประเทศเป็นจำนวนมาก  หากนำสถิติของโรงพยาบาลศิริราชมาประมาณการค่าใช้จ่าย จะพบว่ารัฐบาลต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 175,000 บาท ต่อราย หรือ ไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท ต่อปี สำหรับการดูแลรักษาทารกเกิดก่อนกำหนดทั่วประเทศ  แต่หากโรงพยาบาลต่างๆ สามารถดูแลรักษาให้สตรีตั้งครรภ์จนครบกำหนด (40 สัปดาห์) จะเสียค่าใช้จ่ายเพียง 5,000 บาท ต่อราย เป็นการประหยัดงบประมาณ และไม่ก่อให้เกิดความเครียดต่อครอบครัว ยิ่งไปกว่านั้นหากทารกพิการ ครอบครัวและ/ภาครัฐจะต้องเสียค่าใช้จ่ายอีกเป็นจำนวนมากสำหรับการฟื้นฟูร่างกาย และดูแลรักษาต่อเนื่องเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 3-4 ปี

     เมื่อได้ทำการศึกษาระบบสุขภาพของประเทศที่พัฒนาแล้ว  เช่น แคนาดา และสหรัฐอเมริกา แม้ว่าประเทศเหล่านี้จะมีงบประมาณสำหรับระบบสาธารณสุขเพียงพอ แต่รัฐบาลยังตระหนักถึงขีดจำกัดด้านบุคลากร โดยเฉพาะแพทย์และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด รวมทั้งทรัพยากรที่สูญเสียไปสำหรับการรักษาทารกให้รอดชีวิตปราศจากความพิการ เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการขาดแคลนทรัพยากร จึงได้จัดให้มีระบบดูแลมารดา และทารกแรกเกิดในรูปแบบของเครือข่ายสุขภาพมานานกว่า 20 ปี ผลของการจัดตั้งเครือข่ายสุขภาพ ทำให้การดูแลสุขภาพมารดาและทารกเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ โรงพยาบาลทุกระดับมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทรัพยากรสุขภาพของประเทศถูกนำมาใช้อย่างเหมาะสม ทำให้ทารกรอดชีวิตมากขึ้น และมีความพิการลดต่ำลงตามลำดับ

     เนื่องจากภาวะคลอดก่อนกำหนด ก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้างต่อครอบครัว และสังคมไทย  คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแก้ไขปัญหาเรื้อรัง ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั่วประเทศเช่นนี้ และคงเป็นเรื่องยากที่จะจัดการกับปัญหา หากต่างคนต่างพยายามที่จะแก้ไขปัญหาหรือมีแนวคิดไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน จึงเกิดแนวคิดของการบูรณาการระบบดูแลรักษามารดาและทารก โดยการนำรูปแบบ “เครือข่ายสุขภาพ” มาปฏิรูประบบการดูแลรักษาสตรีตั้งครรภ์และทารกแรกเกิด เริ่มต้นจากการจัดทำแผนที่ยุทธศาสตร์ พยายามสนับสนุนผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ โดยการเชื่อมโยงสถานพยาบาลระดับต้นเข้ากับระบบบริการสาธารณสุขให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ที่เรียกว่า ระบบบริการสุขภาพแบบบูรณาการ (integrated health care system) รวมทั้งดำเนินการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพบริการ และสถานพยาบาล (quality assurance and quality improvement mechanism) โดยนำประชาคมเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดวิถีระบบการดูแลสุขภาพของสตรีตั้งครรภ์และทารกแรกเกิดในชุมชนให้มากขึ้น (civil society involvement) พยายามจัดระบบบริการที่มีเครือข่ายของสถานบริการสุขภาพ (linkage and continuity of care) โดยให้สถานบริการระดับศูนย์บริการสาธารณสุข/สถานีอนามัย โรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลทั่วไป/ โรงพยาบาลศูนย์ หรือโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย ประสานการทำงานเป็นเครือข่าย ผ่านระบบส่งต่อ (referral system)  พร้อมทั้งสนับสนุนให้มีการพัฒนาคุณภาพการให้บริการแก่สตรีตั้งครรภ์และทารกแรกเกิดในโรงพยาบาลทุกระดับเพื่อกระจายการบริการ และช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาลทั่วไป/ โรงพยาบาลศูนย์ และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย ในด้านการส่งเสริมสุขภาพสตรีวัยเจริญพันธุ์ สตรีตั้งครรภ์ในชุมชน ได้จัดทำแผนพัฒนาศักยภาพของพยาบาลวิชาชีพ พยาบาลเวชกรรมสังคมของสถานีอนามัย และโรงพยาบาลชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) / อาสาสมัครหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อให้คำแนะนำแก่สตรีวัยเจริญพันธุ์ในเรื่องการเตรียมพร้อมก่อนตั้งครรภ์ และการดูแลสุขภาพตนเอง รวมทั้งคอยเฝ้าระวังและส่งสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะเสี่ยงไปรับการรักษาต่อในโรงพยาบาลที่มีศักยภาพเหมาะสม ทำให้หญิงตั้งครรภ์สามารถเข้าถึงการบริการได้สะดวกรวดเร็ว อีกทั้งยังเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายของครอบครัวในการนำบุตรของตนเองไปรับดูแลรักษาในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ อีกด้วย

     ด้วยกลยุทธ์ดังกล่าวจะสามารถผลักดันให้เกิดกระบวนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพมารดา และทารกเกิดก่อนกำหนดในโรงพยาบาลทุกระดับ ซึ่งหากได้รับการสนับสนุนให้เป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติ (national strategy) จะทำให้หน่วยงานสาธารณสุขของทุกสังกัดในเขตพื้นที่ เกิดพลังร่วมในการกำหนดแผนการดำเนินงาน และจัดทำโครงการไปในทิศทางเดียวกัน ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ตามเป้าประสงค์ของแผนยุทธศาสตร์ คือ สุขภาพมารดา ทารก และครอบครัวไทยมีสุขภาพดีได้มาตรฐานสากล ซึ่งสอดคล้องกับพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ที่กล่าวว่า สุขภาพของหญิงในด้านสุขภาพทางเพศ และสุขภาพของระบบเจริญพันธุ์ซึ่งมีความจำเพาะ ซับซ้อน และมีอิทธิพลต่อสุขภาพหญิงตลอดช่วงชีวิต ต้องได้รับการสร้างเสริม และคุ้มครองอย่างสอดคล้องและเหมาะสม สุขภาพของเด็ก คนพิการ คนสูงอายุ คนด้อยโอกาสในสังคมและกลุ่มคนต่าง ๆ ที่มีความจำเพาะในเรื่องสุขภาพ ต้องได้รับการสร้างเสริม คุ้มครองอย่างสอดคล้อง และเหมาะสม

     แม้ว่าโครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกเพื่อครอบครัวไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร จะเป็นเพียงโครงการหนึ่งที่พยายามแก้ไขปัญหาภาวะคลอดก่อนกำหนดของประเทศ  แต่การปฏิรูปเชิงระบบที่เกิดขึ้นจะส่งผลดีต่อการดูแลมารดาและทารกแรกเกิดทั่วประเทศทารกไทยจะมีต้นทุนสำหรับการดำรงชีวิตสูงขึ้น นอกจากนี้การดูแลแบบองค์รวม (holistic care) จากชุมชน สังคม ครอบครัว และผู้ให้บริการทุกระดับ จะช่วยสนับสนุนให้เกิดความรักความผูกพัน สร้างความเข้มแข็งในครอบครัว ส่งผลให้เด็กไทยทุกคนได้รับการหล่อหลอมในสิ่งที่ดีงามทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและจิตวิญญาณ สามารถปรับตัวเข้ากับสังคม และดำเนินชีวิตเป็นวัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่ดี เป็นประโยชน์ต่อครอบครัว สังคมไทยและประเทศชาติสืบต่อไป