เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา... โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาฮี

เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา... โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาฮี


จันทิมา จรัสทอง

 

     ปัจจุบันโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมีภาระงานที่กว้างขึ้น ทั้งงานส่งเสริมสุขภาพ  งานติดตามเยี่ยมบ้าน และงานดูแลผู้ป่วยที่บ้าน  ทำให้โรงพยาบาลบางแห่งไม่สามารถให้บริการผู้ป่วย  ได้ครอบคลุมและครบถ้วน แต่สำหรับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาฮีนั้น ได้แสดงให้เห็นรูปแบบของการบริหารจัดการที่น่าสนใจ และมีเป้าหมายเพื่อบริการผู้ป่วยโดยแท้จริง

สภาพทั่วไปของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาฮี

     โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาฮี ตั้งอยู่ในตำบลค่ายบกหวาน อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย มีนายอุดมศักดิ์ มหาชัย เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล มีพยาบาลวิชาชีพ 2 คน และนักวิชาการ อีก 2 ท่าน  รับผิดชอบหมู่บ้าน  9 หมู่บ้าน  1,642  หลังคาเรือน  มีประชากรอยู่ในความดูแลทั้งหมด 7,211  คน เป็นประชากร UC 6,060  คน และ อสม. 136  คน สัดส่วน อสม./ หลังคาเรือน/ ประชากร 1 : 12 : 53  พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มและดินลูกรัง ป่าเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สลับป่าโปร่ง ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพทำนาพร้อม และมีอาชีพเสริม เช่น สานกระติบข้าวเหนียว ที่ผ่านมา รพ.สต.นาฮี ได้ดำเนินงานโครงการต่างๆ มากมาย เช่น โครงการหมู่บ้านปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดโรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โครงการสร้างครัวมาตรฐานตัวอย่างในหมู่บ้าน โครงการดำเนินงานอนามัยแม่และเด็กเชิงรุก โดยชุมชนมีส่วนร่วม สำหรับ “โครงการดำเนินงานอนามัยแม่และเด็กเชิงรุก โดยชุมชนมีส่วนร่วม” นั้น ได้พัฒนาอาสาสมัครนมแม่ และเพิ่มทักษะการเยี่ยมหลังคลอด รวมถึงโครงการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเคลื่อนที่ มาถึงบ้าน บริการดุจญาติมิตร ซึ่งเป็นโครงการที่สนองตอบผู้รับบริการทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยบูรณางานทุกส่วนเป็นหนึ่งเดียว

ที่มาที่ไปของโครงการ

     “โครงการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเคลื่อนที่  มาถึงบ้าน บริการดุจญาติมิตร”   เป็นนวัตกรรมการทำงานเชิงรุก เน้นการดูแลกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน/ ความดันโลหิตสูง  ติดตามเยี่ยมและแนะนำสุขภาพให้แก่ประชาชนที่หลังคาเรือน  โดยการให้ความรู้แก่ อสม.ทำกิจกรรมผสมผสาน  สร้างสุขภาพ และป้องกันโรคในหมู่บ้าน (ส่งเสริม ป้องกัน รักษา และฟื้นฟู) เริ่มดำเนินงานตั้งแต่เดือนธันวาคม 2552 เนื่องจากผู้ป่วยโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูงมีแนวโน้มมารับบริการที่รพ.สต.สูงขึ้นทุกปี  การดำเนินงานใช้รูปแบบบริการเชิงรุก ทำให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรังได้รับความสะดวก  ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง อีกทั้งได้พัฒนางาน อสม. และบูรณาการงาน Home ward, Home health care และ Home visit ให้มีคุณภาพมากขึ้นอีกหนึ่งระดับ

ภารกิจเริ่มต้นขึ้น...

     คุณจารุณี มหาชัย พยาบาลเวชปฏิบัติ อธิบายให้เราทราบถึงกระบวนการเยี่ยมบ้านเชิงรุกว่า เจ้าหน้าที่ อสม.จะมาเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์เจาะเลือดตรวจให้ก่อน เนื่องจากผู้ป่วยบางรายต้องงดอาหาร เวลาประมาณ 8 โมงเช้า จะมาสอน ให้ความรู้ และวิเคราะห์ผลการปฏิบัติตัวของชาวบ้านเป็นรายบุคคล หลังจากนั้นจะจ่ายยาใส่ถุงผ้าให้ผู้ป่วย (ลดโลกร้อน) ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง

     เมื่อเสร็จงานช่วงเช้า อสม.จะไปทำกับข้าวมารับประทานร่วมกัน เริ่มวางแผนการเยี่ยมบ้าน เจ้าหน้าที่ของรพ.สต. จะให้ความรู้แก่ อสม. ศึกษาประวัติผู้ป่วยที่จะเยี่ยม อสม.ที่รับผิดชอบในหมู่บ้าน  และเป็นผู้ร่วมติดตามไปเยี่ยมบ้านด้วย อสม.จะไปเยี่ยมบ้านกับพี่พยาบาลเวชปฏิบัติ เพื่อทำให้ชาวบ้านเกิดการยอมรับ โดยแบ่งออกเยี่ยมเป็น 2 สายๆ ละ 2 คุ้ม

     พวกเราเริ่มออกเดินทางประมาณ 10.00 น. เดินทางไปเยี่ยมผู้ป่วย 2 หลังคาเรือน หลังแรกที่ไป เป็นบ้านของมารดาเด็กเกิดก่อนกำหนด ซึ่งเป็นแฝดชาย “น้องนัฐนนท์” และ “น้องนัฐนันท์” อายุครรภ์  31 สัปดาห์ (ภาพที่ 1)  แฝดทั้งสองรายนอนรักษาอยู่ในโรงพยาบาลเกือบ 1 เดือน วันที่เราไปเยี่ยม น้องมีอายุ 1 ปี 2 เดือน   มารดาเลี้ยงดูลูก 2 คน ไม่ได้ทำงาน สามีทำงานหารายได้คนเดียว สิ่งสำคัญ คือ เค้าเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จนถึง 6 เดือน แต่ตอนนี้มีปัญหาเรื่องการซื้อนมกระป๋องเลี้ยงลูก พี่ๆ จึงได้เสนอแนวทางเลือกให้แก้ไข และให้คำแนะนำเรื่องการรับประทานข้าวเสริม เมื่อเด็กอายุมากกว่า 1 ขวบ

ภาพที่ 1   แฝดชาย “น้องนัฐนนท์” และ “น้องนัฐนันท์”

 

     บ้านหลังที่ 2 เป็นบ้านป้อม ได้รับอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซด์ขณะเดินทางจูงรถสามล้อข้ามถนน  ตอนแรกป้อมเป็นคนที่หงุดหงิดมาก มักต่อว่ามารดาอยู่เสมอ ภายในบ้านหลังนี้ นอกจากแม่ที่ต้องดูแลป้อมแล้ว ยังต้องดูแลทารกอีกหนึ่งคน (ภาพที่ 2)  ตอนที่เราไปเยี่ยม มารดาทำความสะอาดแผลกดทับเพิ่งเสร็จ และกำลังป้อนอาหารอยู่ (ภาพที่  3) เมื่อทีมเราไปเยี่ยมบ้าน จึงรู้ว่าถุงเก็บปัสสาวะของป้อมเหลืออยู่เพียง 1 ชุด มารดาจึงยังไม่ได้เปลี่ยนให้ตามกำหนด เพราะไม่มีใครเข้าไปช่วยรับถุงเก็บปัสสาวะที่โรงพยาบาล  คุณจารุณีจึงรับอาสาว่าจะไปรับให้ที่โรงพยาบาล และขอให้มารดาเปลี่ยนถุงปัสสาวะทันทีเมื่อได้ชุดใหม่    

       ภาพที่ 2   ทารกในบ้านที่แม่ป้อมต้องดูแล

ภาพที่ 3   แม่กำลังดูแลป้อม

 

     จากเหตุการณ์ที่เล่ามาให้ท่านฟัง หากยึดพื้นที่เป็นหลัก เราจะพบปัญหาสุขภาพในชุมชนอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาแม่และเด็ก ผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ป่วยทุพพลภาพ เป็นต้น หากสามารถเข้าไปสืบค้นปัญหา และวางแผนดูแลให้เหมาะสมกับสภาพที่อยู่อาศัย ภาวะสุขภาพของเขาเหล่านั้นจะได้รับ  การแก้ไขรวดเร็วยิ่งขึ้น

ประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อกระบวนการบริการเชิงรุก

จากการศึกษาและเข้าไปสัมภาษณ์กระบวนการบริการเชิงรุก มีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ ดังนี้

1. กำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมภารกิจ

ควรกำหนดกิจกรรมการบริการเชิงรุกแก่กลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่มให้ครอบคลุม ได้แก่ Home ward, Home health care, Home visit โดยคุณจารุณี มหาชัย พยาบาลวิชาชีพเวชปฏิบัติ ได้ให้คำอธิบายคำจำกัดความ และแผนการดูแลพอเป็นตัวอย่างให้แก่พวดเราได้เข้าใจ

  • Home visit  คือ การเยี่ยมให้คำแนะนำที่หลังคาเรือน  ผู้รับการเยี่ยมเป็นบุคคลที่อยู่เฝ้าบ้าน เจ้าหน้าที่จะสอบถามข้อมูลทั่วไปของหลังคาเรือน  เช่น  ปกติอยู่จริงกี่คน  ไปทำงานกี่คน  ทำงานที่ไหนบ้าง  สุขภาพเป็นอย่างไร  ใช้สิทธิรักษาพยาบาลอะไร  มีปัญหาอะไรบ้าง เป็นต้น โดยปกติออกเยี่ยมหลังคาเรือนละ 1 ครั้ง/ปี
  • Home health care  คือ การเยี่ยมผู้ป่วยที่มีภาวการณ์เจ็บป่วยที่ไม่รุนแรง  ผู้ป่วยช่วยเหลือตนเองได้  กิจกรรมที่ทำ คือ การให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับญาติและผู้ป่วยรายนั้น ให้การพยาบาลเล็กๆ น้อยๆ ให้กำลังใจ เป็นต้น  ปกติออกเยี่ยมเดือนละ 1 ครั้ง
  •  Home ward คือ การติดตามดูแลให้การพยาบาลแก่ผู้ป่วยที่นอนติดเตียงที่บ้านอย่างต่อเนื่อง  ความถี่ของการเยี่ยมขึ้นอยู่กับสภาพผู้ป่วย  ความสามารถของญาติในการช่วยเหลือผู้ป่วย และกิจกรรมที่ต้องให้การช่วยเหลือ (อาจไปเยี่ยมทุกวัน วันเว้นวัน หรือมากกว่านั้น)  โดยเจ้าหน้าที่หลักของ Home ward  คือ พยาบาลเวชปฏิบัติ กับผู้ช่วยฯ หรือลูกจ้าง หรือ ทั้งทีม  แล้วแต่ความยากง่ายในกิจกรรมที่ต้องทำให้กับผู้ป่วยรายนั้นๆ

2. การแบ่งทีมงานรับผิดชอบ และภารงานเท่าเทียม

รพ.สต. นาฮี แบ่งเจ้าหน้าที่ออกทำงานเชิงรุกในหมู่บ้าน 2 วัน คือ วันพุธ-พฤหัสบดี และมีทีมทำงาน 2 ทีม ดังนี้

  • ทีมที่ 1  นายอุดมศักดิ์ มหาชัย (หัวหน้า รพ.สต.นาฮี) นางจารุณี  มหาชัย (พยาบาลเวชปฏิบัติ) นางอัมพร  พุทธมนตรี (ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข)  ออกปฏิบัติงาน  4  วัน/เดือน
  • ทีมที่ 2  นางสมหวัง  พาต่อ (เจ้าพนักงานสาธารณสุขชำนาญงาน) นางสมถวิล  ศรีสวัสดิ์ (พยาบาลเวชปฏิบัติ) นายวชิรุณ  จันทร์หล่น (นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ) ออกปฏิบัติงาน 4 วัน/เดือน

รวมเวลาทั้ง 2 ทีม ออกปฏิบัติงาน คือ 8 วัน/เดือน  แต่ละทีมจะดูแลประชากรทุกกลุ่มเท่าๆกัน แต่ละคนก็มีหมู่บ้านที่ตนเองต้องรับผิดชอบ

3. วางแผนออกให้บริการเชิงรุกในชุมชนต่อเนื่องตลอดปี

     การจัดทำแผนเยี่ยมประจำปี ประเมินจากจำนวนหมู่บ้าน  จำนวนหลังคาเรือน ที่ต้อง Home visit จำนวนประชากรกลุ่มที่ต้อง Home health care, Home ward เพื่อให้สอดคล้องกับเกณฑ์ชี้วัดคุณภาพของแต่ละงาน  เช่น เยี่ยมหลังคาเรือนอย่างน้อย  1 ครั้ง/ปี   เกณฑ์ขึ้นทะเบียนหน่วยบริการของ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คือ หน่วยบริการปฐมภูมิ ต้องให้บริการเชิงรุกอย่างน้อย 12  ชั่วโมง/สัปดาห์ (รวมเวลาของทุกคนในทีม) รวมทั้ง นโยบายผู้ตรวจราชการเขต 10  ที่มอบหมายให้นักสุขภาพครอบครัว (เจ้าหน้าที่ของ รพ.สต.) ออกดำเนินงานเชิงรุกในหมู่บ้าน เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับ อสม. และชาวบ้านที่ตนเองรับผิดชอบ เพื่อ update ข้อมูลประชาชนที่ตนเองรับผิดชอบ ให้เป็นปัจจุบันทุกเดือน

4. จัดทำกล่อง “คนพิเศษรอเราอยู่”

     ใส่บัตรสี ซึ่งเป็นนวัตกรรมสำคัญ ที่ช่วยย้ำเตือนเจ้าหน้าที่ให้ทราบว่าจะต้องออกไปเยี่ยมผู้ป่วยเมื่อไหร่ (ภาพที่ 4)

ภาพที่ 4   กล่อง “คนพิเศษรอเราอยู่”

5. สร้างการทำงานเป็นทีม

     ได้จัดให้มีการประชุมเจ้าหน้าที่และคณะกรรมการกองทุนสุขภาพตำบล เพื่อชี้แจงและร่วมกันวางแผนการดำเนินงาน โดยการสร้างศักยภาพของทีมงาน (empowerment) ให้แข็งแกร่ง มีการจัดแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบของบุคลากรในทีมที่ชัดเจน