ผลกระทบของการคลอดก่อนกำหนด

ผลกระทบของการคลอดก่อนกำหนด


ธราธิป โคละทัต

 

     ทารกครบกำหนดซึ่งมีอายุครรภ์ระหว่าง 37-41 สัปดาห์ ส่วนใหญ่จะมีน้ำหนักแรกเกิดมากกว่า หรือ เท่ากับ 2,500 กรัม โดยทั่วไปพบอุบัติการณ์ของภาวะคลอดก่อนกำหนดได้ประมาณ ร้อยละ 10-12 โดย ร้อยละ 0.8 เป็นทารกอายุครรภ์ต่ำกว่า 28 สัปดาห์ ที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 1,000 กรัม ระบบอวัยวะต่างๆ ของทารกกลุ่มนี้ยังทำงานไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะระบบหายใจ ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบประสาท และระบบทางเดินอาหาร ทำให้ทารกเสี่ยงต่อการเสียชีวิต และอาจพบภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นในระบบต่างๆ ทำให้อาจพบความพิการได้สูงกว่าทารกกลุ่มอื่น โดยทั่วไปทารกเกิดก่อนกำหนดจะมีอัตราการเสียชีวิตสูงเมื่อเปรียบเทียบกับทารกครบกำหนด เช่น ทารกอายุครรภ์ต่ำกว่า 32 สัปดาห์ มีโอกาสเสียชีวิตสูงเป็น 75 เท่า ของทารกครบกำหนด

ผลกระทบของการคลอดก่อนกำหนด

1. การเสียชีวิต และภาวะแทรกซ้อน

     ทารกที่เจ็บป่วยรุนแรงในระยะแรกมักได้รับการดูแลรักษาในหออภิบาลทารกแรกเกิด (NICU) โดยทั่วไป ประมาณสองในสามของทารกน้ำหนักน้อย ซึ่งได้รับการรักษาด้วยเครื่องช่วยหายใจอาจพบภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นในระบบต่างๆ ของร่างกาย เช่น โรคปอดเรื้อรัง (chronic lung disease, CLD) ภาวะเลือดออกในโพรงสมอง (intra-ventricular hemorrhage, IVH) ติดเชื้อในกระแสเลือด (sepsis) หรือ ลำไส้เน่า (necrotizing enterocolitis, NEC) เป็นต้น

     จากตารางที่ 1 พบว่าอัตรารอดชีวิตของทารกเกิดก่อนกำหนดอายุครรภ์ 26 สัปดาห์ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 75 เป็นร้อยละ 90 เมื่ออายุครรภ์เพิ่มขึ้นเป็น 28 สัปดาห์ และเพิ่มสูงขึ้นเป็น ร้อยละ 97 เมื่อทารกมีอายุครรภ์ 34 สัปดาห์

ตารางที่ 1 อัตราการรอดชีวิต และภาวะแทรกซ้อนในทารก จำแนกตามอายุครรภ์

เนื่องจากอวัยวะต่างๆ ของทารกเกิดก่อนกำหนดยังทำงานไม่สมบูรณ์ จึงอาจทำให้เกิดโรค หรือพยาธิสภาพในระบบต่างๆ ของร่างกาย ดังนี้

  1. เมื่อระบบหายใจยังทำงานไม่สมบูรณ์ ทารกมักมีอาการหายใจลำบาก ที่เรียกว่ากลุ่มอาการหายใจลำบาก (respiratory distress syndrome, RDS) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทารกกลุ่มนี้เสียชีวิต ทารกที่มีอาการรุนแรงควรได้รับการรักษาด้วยสารลดแรงตึงผิว (surfactant) และเครื่องช่วยหายใจ (mechanical ventilation)
  2. ทารกเกิดก่อนกำหนด มักมีการสูญเสียความร้อนออกจากร่างกายไปให้สิ่งแวดล้อมโดยรอบอย่างรวดเร็ว ประกอบกับกลไกการควบคุมอุณหภูมิที่ยังทำงานไม่สมบูรณ์จึงต้องการอุณหภูมิสภาวะแวดล้อมที่สูง ภาวะอุณหภูมิกายต่ำ (hypothermia) อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงชีวิต เช่น เลือดออกในโพรงสมอง ภาวะความดันโลหิตในปอดสูง (pulmonary hypertension) หรือ ภาวะเลือดเป็นกรดจากเมตาบอลิก (metabolic acidosis) ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องให้การดูแลรักษาทารกในตู้อบทารก (incubator) หรือ ภายใต้อุปกรณ์ให้ความอบอุ่น (infant radiant warmer)
  3. ทารกเกิดก่อนกำหนดที่ป่วยหนัก จำเป็นต้องได้รับสารอาหารทางหลอดเลือดดำที่ถูกจัดเตรียมมาเป็นพิเศษ เนื่องจากการเจริญเติบโตของลำไส้ยังไม่สมบูรณ์ (immature intestinal system) บางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะลำไส้เน่า หากโรคมีความรุนแรงมาก ทารกอาจต้องได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดลำไส้ ทำให้ทารกบางรายเกิดภาวะลำไส้สั้น (short bowel syndrome) จึงจำเป็นที่ต้องได้รับการเลี้ยงดูด้วยสารอาหารทางหลอดเลือดดำเป็นระยะเวลานาน
  4. ทารกเกิดก่อนกำหนดอาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังไม่สมบูรณ์ ผิวหนังซึ่งทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เชื้อแบคทีเรียผ่านเข้าสู่ร่างกายยังเปราะบาง การเฝ้าระวังป้องกันโรคติดเชื้อในโรงพยาบาล (nosocomial infection) จึงเป็นมาตรฐานการดูแลรักษาที่สำคัญซึ่งจำเป็นต้องเน้นย้ำเป็นกรณีพิเศษ
  5. ทารกเกิดก่อนกำหนดมีโอกาสเสี่ยงจากภาวะสมองขาดออกซิเจน และเลือดออกในโพรงสมอง นอกจากนี้การเจริญเติบโตและพัฒนาการยังอาจถูกรบกวนจากสิ่งแวดล้อม เช่น แสง เสียง หรือ กิจกรรมต่างๆ ที่ทารกได้รับระหว่างการดูแลรักษาในหออภิบาลทารกแรกเกิด ดังนั้นจึงควรส่งเสริมการนอน ของทารกโดยจัดให้นอนใน nest จัดสภาพแวดล้อมให้เงียบสงบ และพยายามหลีกเลี่ยง หรือ ลดการรักษาพยาบาลที่มีผลกระทบต่อการนอน

2. ผลกระทบต่อสัมพันธภาพภายในครอบครัว

     เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องแยกจากมารดาตั้งแต่ระยะหลังคลอด และต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นระยะเวลานาน เช่น ทารกน้ำหนักต่ำกว่า 1,000 กรัม อาจต้องรับการรักษานาน 2-3 เดือน จึงทำให้สัมพันธภาพระหว่างมารดาและทารกลดน้อยลง มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโต จิตใจ อารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณในอนาคต ดังนั้นการสนับสนุนให้บิดามารดามีส่วนร่วมในการดูแลรักษาขณะที่ทารกอยู่ในโรงพยาบาล จะช่วยส่งเสริมสัมพันธภาพภายในครอบครัวให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่มารดาว่าจะสามารถดูแลบุตรได้เมื่อกลับไปอยู่ที่บ้าน

3. ผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายของครอบครัว และงบประมาณของประเทศ

     การเจ็บป่วยเรื้อรังนอกจากจะมีผลกระทบต่อภาวะสุขภาพ การศึกษา สังคม และครอบครัว ยังพบว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่างการดูแลรักษา เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อครอบครัวเช่นกัน จากการศึกษาข้อมูลทารกเกิดก่อนกำหนดที่ต้องได้รับการรักษาในหออภิบาลของโรงพยาบาลศิริราช จำนวน 131 คน ในปี พ.ศ. 2547 พบว่า ทารกน้ำหนักต่ำกว่า 1,000 กรัม มีระยะวันนอนเฉลี่ย 90 วัน และลดลงเหลือ 45 วัน ในทารกน้ำหนัก 1,001-1,500 กรัม ส่วนทารกน้ำหนัก 1,501-2,500 กรัม มีระยะวันนอนเฉลี่ยสั้นที่สุดคือ 21 วัน(ตารางที่ 2) บิดามารดาต้องเสียค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 175,000 บาทต่อราย ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายสำหรับการฟื้นฟูสภาพร่างกาย หรือ การดูแลรักษาตลอดชีวิต หากทารกมีความพิการเกิดขึ้น แต่หากสามารถดูแลจนครรภ์ครบกำหนด (40 สัปดาห์) จะเสียค่าใช้จ่ายเพียง 5,000 บาทต่อราย เป็นการประหยัดงบประมาณ และไม่ก่อให้เกิดความเครียดต่อครอบครัว และหากทารกรายนั้นพิการ ครอบครัวและ/ภาครัฐจะต้องเสียค่าใช้จ่ายอีกเป็นจำนวนมาก สำหรับการฟื้นฟูสมรรถภาพ และการดูแลต่อเนื่องเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 3-4 ปี

ตารางที่ 2 ระยะเวลาวันนอนเฉลี่ยของทารกน้ำหนักต่ำกว่า 2,500 กรัม (พ.ศ. 2547)