สถานการณ์ภาวะคลอดก่อนกำหนดปี พ.ศ. 2548

สถานการณ์ภาวะคลอดก่อนกำหนดปี พ.ศ. 2548


ธราธิป โคละทัต

 

     พัฒนาการในวัยเด็กที่มีอิทธิพลต่อสุขภาพ คุณภาพ และทักษะชีวิต ตลอดจนความรู้ความสามารถ การดูแลในวัยเด็กจึงมีความสำคัญต่อความสมบูรณ์ของร่างกาย จิตใจ และความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดีของเด็กไทยทุกคน รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญเรื่องการส่งเสริมสุขภาพ และการดูแลมารดาและทารกมาโดยตลอด โดยได้เริ่มบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 ทำให้สุขภาพของมารดาและทารกไทยดีขึ้นเป็นลำดับ

แผนภูมิที่ 1 NMR และ PMR ต่อเกิดมีชีพ 1,000 คน พ.ศ. 2544-2548

 

แผนภูมิที่ 2 NMR ในเขตกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2544-2548

 

     เมื่อศึกษาสถิติข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขย้อนหลัง พบว่าอัตราการเสียชีวิตของทารกอายุ 0-28 วัน (Neonatal Mortality Rate, NMR) สูงกว่าทารกอายุ 29 วัน- 1 ปี (Postnatal Mortality Rate, PMR) และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น (แผนภูมิที่ 1) หากดูสถิติจำแนกตามตามเขตภูมิศาสตร์ชองประเทศไทย พบว่า อัตราการเสียชีวิตของทารกที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองใหญ่ เช่น เขตกรุงเทพมหานคร พบว่า NMR เพิ่มจาก 3.9 คน ในปี พ.ศ. 2544 เป็น 4.8 คน ต่อเกิดมีชีพ 1,000 คนในปี พ.ศ. 2548 (แผนภูมิที่ 2)

ตารางที่ 1 จำนวนทารกขวบปีแรกเสียชีวิตจำแนกตามสาเหตุ 5 ลำดับแรก พ.ศ. 2544-2548

     สาเหตุแรกที่ทำให้ทารกในขวบปีแรกเสียชีวิต ในช่วงปี พ.ศ. 2544-2548 คือ โรคหรือความผิดปกติที่พบในระยะปริกำเนิด (ทารกอายุครรภ์ 28 สัปดาห์ - 7 วันแรกของชีวิต) ดังแสดงในตารางที่ 1 โดยพบว่า ทารกเกิดก่อนกำหนด เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในช่วงอายุนี้ (ตารางที่ 2)

ตารางที่ 2 จำนวนทารกแรกเกิดที่เสียชีวิต จำแนกตามสาเหตุสำคัญ 5 ลำดับแรก พ.ศ. 2544 – 2548

     ทารกเกิดก่อนกำหนดส่วนหนึ่งจะต้องได้รับดูแลรักษาในหออภิบาลทารกแรกเกิด (Neonatal Intensive Care Unit, NICU) ซึ่งมีจำนวนจำกัด จึงส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาวะสุขภาพของตัวทารกเอง ครอบครัว และสถานพยาบาล รวมทั้งระบบสาธารณสุขของประเทศ เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ค่อนข้างสูง เพราะต้องการแพทย์และพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญ นอกจากนี้อุปกรณ์การแพทย์ที่ใช้รักษาทารกในระยะวิกฤตยังมีราคาแพง รวมทั้งระยะเวลาการรักษาในโรงพยาบาล (Length of stay) ยังยาวนานกว่าผู้ป่วยกลุ่มอื่น หากนำข้อมูลค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาทารกเกิดก่อนกำหนดในหออภิบาลของโรงพยาบาลศิริราชมาศึกษา พบว่า การรักษาทารกเกิดก่อนกำหนด 1 ราย มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย ประมาณ 170,000 บาท หากนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ประมาณการค่ารักษาพยาบาลทารกเกิดก่อนกำหนดของประเทศ ซึ่งมีจำนวนประมาณ 15,000 ราย จะพบว่าในแต่ละปีประเทศไทยจะต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 2,300,000,000 บาท สำหรับการรักษาทารกในระยะหลังเกิด ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้สำหรับการดูแลรักษาต่อเนื่อง เมื่อทารกจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล

     ด้วยเหตุดังกล่าว เมื่อวันอังคารที่ 30 สิงหาคม 2548 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้เชิญบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลในเขตกรุงเทพมหานครและภูมิภาค มาร่วมประชุมเพื่อรวบรวมปัญหาและให้ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา สรุปพอเป็นสังเขป ดังนี้

ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับระบบสาธารณสุข

1. นโยบาย

1.1 ระบบประกันสังคมยังไม่ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลของทารกป่วย

1.2 ยังไม่ได้นำมาตรฐานการดูแลทารกแรกเกิดฉบับกาญจนาภิเษกมาใช้อย่างเป็นรูปธรรม

2. การจัดบริการสุขภาพ

2.1 ระดับประเทศ

  • ขาดการทบทวนนโยบายการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่เสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด และการดูแลทารกเกิดก่อนกำหนด
  • ยังไม่มีการจัดระดับความสามารถของสถานพยาบาล ทำให้การบริหารทรัพยากรทำได้ไม่มีประสิทธิภาพ
  • การสร้างความตระหนัก รวมทั้งการส่งเสริมสุขภาพหญิงตั้งครรภ์ยังขาดประสิทธิภาพ
  • ระบบการจ่ายคืนค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยทารกแรกเกิดของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ยังไม่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง
  • ยาที่มีความจำเป็นสำหรับการรักษาพยาบาลทารกเกิดก่อนกำหนด เช่น สารลดแรงตึงผิว (surfactant) ไม่ถูกบรรจุอยู่ในรายการบัญชียาหลักแห่งชาติ

2.2 ระดับโรงพยาบาล

  • ขาดระบบส่งต่อ หรือ เคลื่อนย้ายหญิงตั้งครรภ์ มารดา และทารกที่มีประสิทธิภาพ
  • ขาดศูนย์ประสานงาน และข้อมูลจำนวนเตียงในหออภิบาลทารกแรกเกิด
  • ขาดแคลนบุคลากรทั้งฝ่ายกุมารแพทย์ และพยาบาลวิชาชีพ
  • ระบบบริหารงานด้านสิทธิการรักษาของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติยังไม่เอื้อต่อการรับ-ย้ายหญิงตั้งครรภ์ มารดา และทารกแรกเกิด
  • โรงพยาบาลเอกชนบางแห่งยังไม่สามารถให้การดูแลรักษาทารกที่อยู่ในระยะวิกฤต

2.3 ระดับปัจเจกบุคคล

  • สังคมไทยยังขาดองค์ความรู้ จึงไม่มีส่วนผลักดันให้มีการแก้ปัญหาเชิงบูรณาการ
  • อุบัติการณ์ของการทำแท้ง และหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นสูงขึ้น
  • หญิงตั้งครรภ์ไม่ไปฝากครรภ์ หรือ มาฝากครรภ์ช้า
  • หญิงตั้งครรภ์ยังขาดความรู้เรื่องการดูแลตนเองเมื่อมีอาการเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด
  • หญิงตั้งครรภ์และทารกเกิดก่อนกำหนดขาดการช่วยเหลือจากครอบครัว และสังคม
  • ความคาดหวังต่อคุณภาพการรักษามารดา และทารกเกิดก่อนกำหนดเพิ่มขึ้น
  • บิดา มารดาปฏิเสธความรับผิดชอบ เมื่อบุตรเข้ารับการรักษาในหออภิบาลทารกแรกเกิด
  • นักจัดรายการวิทยุ และผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะยังไม่ทราบวิธีเสนอแนะการส่งหญิงที่มีอาการเจ็บครรภ์มารับการรักษาต่อที่เหมาะสม

     โดยสรุป การแก้ไขปัญหาที่ค่อนข้างจะซับซ้อนและเกิดขึ้นมานาน คงต้องใช้ความร่วมมือจากหน่วยงานทุกฝ่ายรวมทั้งภาคประชาชน โดยมีจุดเริ่มต้นที่ครอบครัวภายใต้การสนับสนุนของชุมชน สังคม และระบบบริการสุขภาพ รวมทั้งระบบการศึกษาของภาครัฐฯ ที่ต้องช่วยสนับสนุนในเรื่องของการสร้างความตระหนัก พยายามพัฒนาเชิงรุกทั้งในด้านการสร้างเสริมสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์ และการยกระดับการดูแลรักษาหญิงตั้งครรภ์ มารดา และทารกให้เข้าสู่มาตรฐานสากล โดยตั้งความหวังไว้ว่า ในอนาคตมารดาและทารกไทยจะมีสุขภาพกาย-ใจที่แข็งแรง มีสัมพันธภาพที่ดีภายในครอบครัว เพื่อความมั่นคงของครอบครัว สังคม และประเทศชาติ สืบไป (แผนภูมิที่ 3)

แผนภูมิที่ 3 ความสัมพันธ์เชิงพลวัตด้านปัจเจกบุคคล สภาพแวดล้อม และระบบบริการสุขภาพ