การมีส่วนร่วมของภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนสู่ภาคประชาชน

การมีส่วนร่วมของภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนสู่ภาคประชาชน


เพ็ญนี ภูมิธรานนท์  วสิษฐ์ พรหมบุตร  ธราธิป โคละทัต

 

ความเป็นมา

     โลกธุรกิจยุคปัจจุบันซึ่งเป็นยุคโลกาภิวัตน์ เป็นโลกของการแข่งขันอย่างเสรีที่เปิดกว้างถึงกันอย่างทั่วถึง หรือ ที่เรียกว่า “การค้าเสรี” ทำให้ธุรกิจต่าง ๆ ต้องแข่งขันกันอย่างรุนแรง  เพื่อความอยู่รอดและเพื่อสร้างความมั่งคั่งสูงสุดให้กับองค์การ ในขณะที่องค์การธุรกิจต่างๆ ล้วนแล้วแต่มุ่งกอบโกยผลประโยชน์ ผลกำไรสูงสุด จนลืมที่จะมองเห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่คำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholders) กลุ่มต่างๆ ได้แก่ ลูกค้า บุคลากร คู่ค้า ชุมชน เป็นต้น ก่อให้เกิดการสั่นคลอนต่อความเชื่อมั่นของสาธารณชน1 เป็นเหตุให้วงการธุรกิจต้องหันกลับมามอง และคิดกันใหม่ในเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคมอันเกิดจากการดำเนินธุรกิจที่มีต่อกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มต่างๆ จึงได้มีการกล่าวถึงคำว่า “ความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ” (Corporate Social Responsibility, CSR) มากขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา อันที่จริงแล้วความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรธุรกิจกับสังคมในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมาเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด จากการทำกิจกรรมสังคมแบบการทำบุญ บริจาคเงิน หรือ สิ่งของแบบใจบุญสุนทาน พัฒนาไปเป็นความร่วมมือเพื่อทำประโยชน์ให้แก่สังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มต่างๆ นำไปสู่การค้นพบจุดเริ่มต้นของกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจแบบใหม่โดยองค์การธุรกิจต่างๆพยายามเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นที่เป้าหมายการทำกำไรแต่เพียงอย่างเดียวมาเป็นการเสริมสร้างภาพพจน์และชื่อเสียงด้านการรับผิดชอบต่อผลจากการกระทำของธุรกิจ หรือ รับผิดชอบต่อผลจากการดำเนินธุรกิจกันมากขึ้น ทำให้หลายคนต่างมองและวิจารณ์กันว่า การที่องค์กรต่างๆ ลุกขึ้นมาทำกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR เป็นเพียงการสร้างภาพ หรือ เป็นเพียงกลยุทธ์ทางการตลาดเท่านั้น แต่งานวิจัยหลายๆ งาน ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการทำกิจกรรม CSR นั้นเป็นผลดีต่อองค์กรระยะยาว เป็นการสร้างความยั่งยืนให้แก่องค์กร ส่งผลให้นักลงทุนหันมาสนใจที่จะร่วมลงทุนในธุรกิจขององค์กรเหล่านั้นกันมากขึ้น

     ในยุคแรกๆ ของการทำกิจกรรม CSR นั้น มุ่งเน้นไปที่การทำกิจกรรมทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม แต่ในช่วงหลังบทบาทของการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม ได้ขยายขอบเขตไปในประเด็นที่กว้างขึ้นจากเดิมที่จำกัดอยู่เฉพาะด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ออกไปสู่เรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคลากรในองค์กร เห็นได้จากข้อตกลงแห่งสหประชาชาติ ในประเด็นเรื่องแรงงาน   ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นหลักของข้อตกลงความเป็นอยู่ของบุคลากร เป็นเรื่องสำคัญประการหนึ่งในการทำกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะสามารถส่งผลในด้านบวกได้มากในสายตาของสังคม

ภาพที่ 1 องค์ประกอบความรับผิดชอบต่อสังคมประเด็นการปฏิบัติด้านแรงงาน

 

คำนิยาม

CSR – Corporate Social Responsibility ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร

QWL – Quality of Work Life คุณภาพชีวิตในการทำงาน

บทบาทขององค์กรธุรกิจภาคเอกชน

     จากผลงานวิจัยบนหลักการมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต่อสังคม (Standard of Corporate Social Responsibility: CSR-DIW) ของกรมโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรมที่ถูกกำหนดตั้งแต่ ปีพ.ศ.2551 และเป็นมาตรฐาน ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ISO26000 ขององค์การมาตรฐานสากล ISO ที่พบว่า องค์กรธุรกิจซึ่งมีการดำเนินกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมประเด็นการปฏิบัติด้านแรงงานระดับสูง หรือ จริงจังมาก จะส่งผลให้คุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรในองค์กรระดับสูง หรือ มากเช่นกัน แสดงให้เห็นว่าองค์กรธุรกิจในประเทศไทยจำเป็นต้องคงไว้ซึ่งกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมโดยเฉพาะด้านแรงงาน ควรทำการพัฒนาปรับปรุงนโยบายเกี่ยวกับกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันจะนำมาซึ่งการพัฒนาการจัดการด้านพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และคุณภาพชีวิตด้านการทำงานของบุคลากรในองค์กร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การทำงานของบุคลากรดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง  กิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคม นับว่าเป็นกลยุทธ์การจัดการภายในองค์กรที่จำเป็นอย่างยิ่งที่สามารถตอบสนองความต้องการของบุคลากร จูงใจให้บุคลากรที่มีความสามารถและมีประสิทธิภาพ  ยินดีที่จะทำงานให้กับองค์การ สามารถสร้างความผูกพันของบุคลากร โดยการสร้างความรู้สึกว่าบุคลากรเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจที่สำคัญและมีค่าขององค์กร จึงช่วยเพิ่มการเชื่อมต่อทางสังคมของบุคลากรกับองค์การ หากองค์กรต่างๆ เห็นความสำคัญและให้การสนับสนุนในความรับผิดชอบต่อสังคมในด้านแรงงาน พร้อมทั้งนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมด้านแรงงาน จะทำให้องค์กรสามารถยก ระดับคุณภาพชีวิตบุคลากร หรือ ทรัพยากรมนุษย์ขององค์กรนั้นได้ เพราะทรัพยากรบุคคลถือว่าเป็นทรัพยากรที่มีค่าสำหรับองค์กรอย่างยิ่ง การที่องค์กรจะบรรลุเป้าหมายและประสบผลสำเร็จ จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในองค์การอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ทรัพยากรดังกล่าวย่อมรวมถึงทรัพยากรมนุษย์  ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำความสำเร็จมาสู่องค์การ

     หากองค์กรใดปฏิบัติต่อบุคลากรอย่างเป็นธรรม ให้ความเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ ให้โอกาสบุคลากรได้รับการพัฒนาความรู้ความสามารถ มีนโยบายส่งเสริมในเรื่องของความปลอดภัย สุขอนามัยและสิ่งแวดล้อมในการทำงาน องค์กรนั้นจะได้ชื่อว่าประกอบธุรกิจที่เป็นการคืนกำไรกลับคืนสู่สังคม ตลอดจนทำให้บุคลากร   มีโอกาสสร้างความสมดุลในชีวิตการทำงาน ชีวิตส่วนตัว และชีวิตครอบครัว เป็นการส่งเสริม  และสนับสนุนให้บุคลากรมีคุณภาพชีวิตในการทำงานที่ดี เป็นการยกระดับความเป็นอยู่ และดูแลมาตรฐานการทำงานของบุคลากร ส่งผลให้องค์กรสามารถลดต้นทุนอันเกิดจากความเสียหายก่อให้เกิดกำไรทางภาพพจน์องค์การ   ในสายตาของสังคมและยังส่งผลทางอ้อมให้กับครอบครัวและชุมชนของบุคลากรอีกด้วย  นอกจากนี้ยังสามารถรักษาสัมพันธภาพทางบวกระหว่างบุคลากรขององค์กร สร้างความผูกพันและความจงรักภักดีต่อองค์กร  กิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมยังใช้เป็นกลยุทธ์ในการจูงใจให้บุคคลที่มีคุณภาพและมีความสามารถข้ามาร่วมมือในการทำงานกับองค์กรช่วยทำให้องค์กรสามารถรักษาบุคลากรที่มีความสามารถมีประสิทธิภาพในการทำงานให้คงอยู่กับองค์การ แสดงให้เห็นว่าองค์การนั้นมีการปฏิบัติกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมประเด็นการปฏิบัติด้านแรงงานที่ประสบความสำเร็จ

องค์กร หน่วยงาน สนับสนุน

     ดังนั้นเมื่อกลับมาดูว่า หากองค์กรธุรกิจที่มีกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคม หรือมีแผนงานความรับผิดชอบต่อสังคมในด้านแรงงาน จะสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของพนักงานในองค์กร โดยเฉพาะ   ปัจจุบัน มีหน่วยงานภาครัฐหลายแห่งได้ให้ความสนใจ และสนับสนุนให้องค์กรธุรกิจต่างๆปฏิบัติกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมในด้านแรงงาน หรือ พนักงานอย่างจริงจังและเหนือกว่าที่กฏหมายกำหนด เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สถาบันธุรกิจเพื่อสังคม (CSRI) ภายใต้กำกับของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่กล่าวถึงการจัดการทรัพยากรมนุษย์อย่างมีความรับผิดชอบ กิจการต้องดึงดูดพนักงานที่มีความสามารถ จึงควรจัดการทรัพยากรมนุษย์อย่างมีความรับผิดชอบ เช่น ให้ความสําคัญกับการเรียนรู้ จัดให้มีการฝึกอบรม หรือ มีนโยบายส่งเสริมการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์ การสร้างสภาพแวดล้อม  การเรียนรู้ใหม่ๆ ให้ความสมดุลระหว่างงาน ชีวิตครอบครัว และการพักผ่อน ปฏิบัติอย่างเท่าเทียมในการคัดเลือกเข้าทำงาน รายได้ และความก้าวหน้าทางการงาน โดยเฉพาะสตรีและผู้พิการ ดูแลเอาใจใส่พนักงาน โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ หรือ เกิดปัญหาสุขภาพจากการงาน สนับสนุนกิจกรรมการทำความดีของพนักงานและบุคคลทั่วไป เช่น โครงการเพื่อสังคม จัดสภาพการทำงานที่เหมาะสมให้พนักงานทำงานอย่างปลอดภัย และมีศักดิ์ศรี มีระบบการดูแลสุขภาพและความปลอดภัย การดูแลครรภ์และการลาคลอด เป็นต้น โดยที่พนักงานสามารถทำงานได้เต็มศักยภาพ และสามารถแบ่งเวลาให้กับครอบครัวได้เช่นกัน

     องค์กรอิสระที่ไม่แสวงหากำไร ซึ่งจัดตั้งขึ้นมาเพื่อให้การสนับสนุนและผลักดันองค์กรต่างๆ ทำธุรกิจโดยมีความรับผิดชอบต่อสังคม เช่น สถาบันไทยพัฒน์ ซึ่งเป็นภาคีภายใต้มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย  ในพระบรมราชูปถัมภ์ที่ให้คำปรึกษาและงานวิจัยให้แก่องค์กรต่างๆ เครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (SVN) ที่มีสมาชิกเป็นเครือข่ายธุรกิจและให้รางวัล SVN Awards เป็นต้น

มาตรฐานเกณฑ์รางวัลที่สนับสนุน

     ปัจจุบันมีมาตรฐานระดับประเทศ และระดับสากลหลายมาตรฐานที่กำหนดเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรต่างๆ หันมารับผิดชอบต่อสังคมกันอย่างจริงจัง มาตรฐานที่เป็นระดับสากลและเป็นมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคมโดยตรง คือ ISO26000 ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมได้นำมาแปลงเป็นมาตรฐานในบริบทไทยและเน้นการส่งเสริมสนับสนุนองค์กรอุตสาหกรรม คือ CSR-DIW และยังมีรางวัลที่กำหนดเกณฑ์ในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม เช่น รางวัลคุณภาพแห่งชาติ (Thailand Quality Award, TQA) ซึ่งเทียบเท่ารางวัลระดับสากล Malcolm Baldrige National Quality Award (MBNQA) ที่เป็นต้นแบบของรางวัลคุณภาพระดับชาติของอีกหลายๆ ประเทศ รางวัล SVN Award ของเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม รางวัล CSR Award ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นต้น

การมีส่วนร่วมของภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนสู่ภาคประชาชน

     องค์กร คือ สถานที่รวมของบุคคลที่ใช้ชีวิตส่วนหนึ่งในองค์กรมาก หรือเท่ากับที่บ้าน จนอาจกล่าว  ได้ว่าองค์กรเป็นบ้านหลังที่ 2 ซึ่งมีสภาพแวดล้อมทั้งทางด้านบุคคล วัตถุ กระบวนการ วัฒนธรรม ฯลฯ ซึ่งสามารถหล่อหลอม ปลูกฝังและขัดเกลาพฤติกรรมของบุคคลที่ติดตัวกลับไปยังครอบครัวของแต่ละบุคคลและองค์กรเองนั้น ก็นับเป็นพลเมืองหน่วยหนึ่งของสังคม มีหน้าที่ต้องปฏิบัติอยู่บนพื้นฐานของกฏหมายรักษาคุณธรรม จริยธรรม และมีความรับผิดชอบต่อสังคมที่ตนประกอบธุรกิจ ดังนั้นองค์กรแต่ละองค์กรโดยเฉพาะองค์กรภาคเอกชน จึงนับได้ว่าเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจที่สำคัญ ซึ่งต้องการถ่ายทอดสู่ภาคประชาชน โดยการเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกเพื่อครอบครัวของเด็กและเยาวชนไทยในพระอุปภัมถ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ  ซึ่งภาคเอกชนต่างๆ สามารถให้ความร่วมมือ ดังนี้

  1. สร้างความตระหนักรู้ เพื่อการป้องกันภาวะคลอดก่อนกำหนดให้กับพนักงานขององค์กร
  2. สนับสนุนบุคลากรให้มีส่วนร่วมในโครงการฯ และเป็นผู้ถ่ายทอดไปยังชุมชนของตน
  3. พัฒนาเป็นองค์กรต้นแบบ เพื่อถ่ายทอดต่อไปในองค์กรอื่น

     หากภาคเอกชนฯ ให้การสนับสนุนโดยร่วมทำกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมกับโครงการเครือข่ายสุชภาพมารดาและทารก ในพระอุปถัมภ์ฯ จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อโครงการ  ดังนี้

  1. สามารถขยายองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับสุขภาพการตั้งครรภ์ในวงกว้าง
  2. ป้องกันปัญหาที่เกิดจากภาวะคลอดก่อนกำหนด
  3. สามารถลดความเสี่ยง และลดอัตราการคลอดก่อนกำหนด

เป้าประสงค์ของการมีส่วนร่วม

     ในธุรกิจอุตสาหกรรมหลายธุรกิจล้วนใช้แรงงานสตรีจำนวนมาก ซึ่งแรงงานกลุ่มนี้จะเป็นแรงงานสตรีที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ และเป็นแรงงานสำคัญอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรม ดังนั้นหากองค์กรใดที่ทำกิจกรรม CSR ได้มีส่วนร่วมในโครงการฯ ที่สามารถสร้างความรู้ในเชิงป้องกัน และตระหนักถึงสุขภาพของการตั้งครรภ์ย่อมเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมประเด็นแรงงาน เพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของพนักงานในสถานประกอบการนั้นๆ และถือว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งของภาคเอกชนที่สามารถนำโครงการดังกล่าวผนวกไว้ในบริบทของการทำกิจกรรม CSR ขององค์กร เป็นการแสดงความรับผิดชอบที่เหนือกว่ากฎหมายกำหนด ซึ่งจะสามารถสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรในระยะยาว ลดต้นทุน ลดการเสียโอกาสในการทำธุรกิจ สร้างความมั่นคงในสภาพการจ้างให้กับพนักงาน เกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อองค์กร และเป็นที่ยอมรับของสังคมและชุมชนที่มีส่วนได้ส่วนเสียต่อองค์กร

แนวคิดในการดำเนินงาน

ระยะเริ่มต้น

  1. จัดทำร่าง Model และเครื่องมือในการวัดผลสัมฤทธิ์
  2. ประชาสัมพันธ์โครงการฯ ไปยังภาคเอกชน เพื่อค้นหาพันธมิตรมาเข้าร่วมโครงการ
  3. รับสมัคร และคัดเลือกองค์กรนำร่อง (1-2 องค์กร)

ระยะที่สอง

  1. ประชุมหารือร่วมกันระหว่างตัวแทนโครงการฯกับองค์กรพันธมิตรเพื่อชี้แจงแนวทาง และวางแผนการทำงานร่วมกัน
  2. ดำเนินการตามแผนงานที่ตกลงร่วมกัน
  3. ให้คำแนะนำและข้อปรึกษากับผู้ร่วมโครงการ พร้อมติดตามผล

ระยะที่สาม

  1. สรุปผลโครงการนำร่อง เพื่อสร้างต้นแบบ
  2. นำโครงการต้นแบบไปขยายผลต่อ

หมายเหตุ : ระยะเวลาที่คาดการณ์ สำหรับโครงการต้นแบบ ประมาณ 1-2 ปี