การส่งเสริมสุขภาพสตรีตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ

การส่งเสริมสุขภาพสตรีตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ


ดิฐกานต์ บริบูรณ์หิรัญสาร  ศรุตยา รองเลื่อน  ราตรี ศิริสมบูรณ์

 

     แนวทางการส่งเสริมสุขภาพในปัจจุบันมุ่งเน้นการเสริมพลังให้ผู้ป่วย ครอบครัว หรือชุมชน มองเห็นคุณค่าและความสามารถของตนเอง เป็นกระบวนการเพิ่มความสามารถ และพัฒนาบุคคลให้มีทักษะ เน้นให้บุคคลมองเห็นคุณค่าและความสามารถของตน เชื่อในความสามารถที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพื่อเสริมสร้างให้บุคคลมีพลัง มีความสุข  และสามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อรักษาไว้ซึ่งสุขภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ เน้นการเรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มและการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง  บทบาทของทีมสุขภาพนั้น เป็นผู้สนับสนุนการเรียนรู้ กระตุ้นและสนับสนุนให้บุคคลเชื่อในความสามารถของตน จัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการดูแลสุขภาพ สนับสนุนให้เกิดนโยบายสาธารณะที่ส่งผลดีต่อการดูแลสุขภาพ และชี้แนะให้สังคมเห็นความสำคัญของการส่งเสริมสุขภาพ โดยมีเป้าหมายการพัฒนากลุ่มประชาชนที่มีปัญหาหรือความเสี่ยงด้านสุขภาพเหมือนกัน เพื่อก่อให้เกิดพลังและการสนับสนุนซึ่งกันและกัน

     ในการตั้งครรภ์นั้น ทุกครอบครัวเฝ้ารอคอยมารดาและทารกที่มีสุขภาพดี ส่วนใหญ่การตั้งครรภ์จะดำเนินไปได้โดยปกติ แต่บางครั้งก็เกิดสิ่งที่คาดไม่ถึง หรือมีการเปลี่ยนแปลงระหว่างการตั้งครรภ์ ทำให้เปลี่ยนเป็นครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์นั้น หมายถึงปัญหาของภาวะสุขภาพทั้งของตัวมารดา และ/หรือทารกในครรภ์ ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจมีสาเหตุจากการตั้งครรภ์เอง หรือการเจ็บป่วยเดิม หรือพฤติกรรมสุขภาพ รวมทั้งจากปัจจัยสิ่งแวดล้อมอื่น บางครั้งความเสี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์ที่เกิดขึ้นก็เหนือความคาดหมาย และยังปราศจากซึ่งสัญญาณเตือนภัย  แต่ด้วยความร่วมมือและการช่วยเหลือของทีมสุขภาพร่วมกับผู้ป่วยและครอบครัว จะช่วยทำให้ความเสี่ยงหรืออันตรายเหล่านี้ลดลงได้

     การสร้างทีมสุขภาพให้ทำงานร่วมกันแบบสหสาขาวิชาชีพ  เกิดจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ทำให้มีความเข้าใจบทบาทของตนเองและสมาชิกในทีมมากยิ่งขึ้น โดยการมองที่ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง วางเป้าหมายร่วมกัน ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี และงานมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น การดูแลผู้ป่วยจึงสามารถทำได้อย่างครอบคลุม เนื่องจากบุคลากรในแต่ละสาขาย่อมมีความเชี่ยวชาญในวิชาชีพของตน  สามารถค้นหาปัญหาได้รวดเร็ว และตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี การดูแลรักษาสตรีตั้งครรภ์ในโรงพยาบาลศิริราชนั้น ทีมดูแลประกอบด้วย สูติแพทย์ กุมารแพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร นักโภชนาการ และทีมแพทย์แผนไทยประยุกต์ ซึ่งได้กำหนดบทบาทหน้าที่และเป้าหมายในการดูแลผู้ป่วยร่วมกัน เน้นการดูแลแบบองค์รวม และการเสริมสร้างพลังให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีความ สามารถในการดูแลตนเอง รวมทั้งให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีความรู้สึกเป็นสมาชิกหนึ่งในทีมสุขภาพ

รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพสตรีตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงโดยทีมสหสาขาวิชาชีพในโรงพยาบาลศิริราช

     บทบาทของสูติแพทย์และพยาบาล เริ่มที่การแนะนำให้สตรีวัยเจริญพันธุ์มีการวางแผนก่อนตั้งครรภ์โดยทำการตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ (preconception checkup) การส่งเสริมให้สตรีตั้งครรภ์มารับการฝากครรภ์ตั้งแต่แรกเมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์เป็นสิ่งที่จำเป็น และสำคัญอย่างยิ่ง ตั้งแต่ในช่วงไตรมาสแรก การฝากครรภ์อย่างน้อย 4 ครั้ง เป็นสิ่งที่เหมาะสม  เพื่อที่สตรีตั้งครรภ์จะได้รับการประเมินภาวะสุขภาพ และคัดกรองความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันและแก้ไข ความเสี่ยงเหล่านั้นให้หมดไปหรือให้ลดน้อยที่สุด ตลอดจนให้การเตรียมความพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพื่อให้สตรีตั้งครรภ์คลายความวิตกกังวล และมีความสามารถในการปรับตัวเผชิญกับการตั้งครรภ์และการคลอด มีความรู้และทักษะเกี่ยวกับการปฏิบัติตนในระยะตั้งครรภ์ ระยะคลอด ระยะหลังคลอด และระยะเลี้ยงดูบุตร สามารถผ่านพ้นการคลอดได้อย่างปลอดภัย มีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ทั้งมารดาและทารก โดยเฉพาะสตรีตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงมีความจำเป็นที่ต้องมารับบริการฝากครรภ์บ่อยครั้งขึ้น โดยจัดให้มีการบริการฝากครรภ์ของสตรีกลุ่มเสี่ยงโดยเฉพาะ (High Risk Pregnancy Clinic) ทีมผู้ดูแลต้องสื่อสารให้สตรีตั้งครรภ์ได้รับทราบถึงความเสี่ยงเพื่อให้มีความรู้และเสริมสร้างทักษะดูแลสุขภาพของตนเองและทารกในครรภ์ สามารถประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในการมาพบแพทย์ ในเวลาที่เหมาะสม รวมทั้งนำวิธีการดูแลตนเองไปปฏิบัติเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยง

     การตรวจคัดกรองความเสี่ยงที่สำคัญ เพื่อส่งเสริมสุขภาพสตรีตั้งครรภ์ที่เสี่ยงต่อภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดของโรงพยาบาลศิริราช มีดังนี้

1. การตรวจคัดกรองปัจจัยเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด2 สตรีตั้งครรภ์จะได้รับการคัดกรองปัจจัยเสี่ยง และจำแนกประเภทปัจจัยเสี่ยง โดยสูติแพทย์และพยาบาลหน่วยฝากครรภ์เมื่ออายุครรภ์ 16-18 สัปดาห์ และทำการคัดกรองซ้ำเมื่ออายุครรภ์ 24-26 สัปดาห์ ตามแบบฟอร์มคัดกรองปัจจัยเสี่ยงที่ทีมดูแลผู้ป่วยได้จัดทำขึ้น (แผนภูมิที่ 1 และ 2)

ภาพที่ 1  การตรวจคัดกรองปัจจัยเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด

แผนภูมิที่ 1 แบบฟอร์มการตรวจคัดกรองปัจจัยเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด อายุครรภ์ 16-18 สัปดาห์

แผนภูมิที่ 2 แบบฟอร์มการตรวจคัดกรองปัจจัยเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด อายุครรภ์ 24-26 สัปดาห์

 

     เมื่อพบสตรีตั้งครรภ์อยู่ในภาวะเสี่ยง หรือสงสัยว่ามีความผิดปกติ สูติแพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัย และให้ข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง รวมทั้งโอกาสของการคลอดก่อนกำหนดแก่สตรีตั้งครรภ์ สามี และ/หรือ ครอบครัว เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการป้องกันภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด โดยนัดหมายสตรีตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงเข้ารับการบริการฝากครรภ์ในคลินิกป้องกันการคลอดก่อนกำหนด ดังนี้ อายุครรภ์ 20-24 สัปดาห์ขึ้นไป นัดตรวจครรภ์ทุก 2 สัปดาห์ อายุครรภ์ 28-30 สัปดาห์ ขึ้นไป นัดตรวจครรภ์ทุก 1 สัปดาห์ หรือเมื่อตรวจพบความผิดปกติ

     บทบาทสำคัญของทีมพยาบาลหน่วยฝากครรภ์ คือการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในภาวะสุขภาพ และวิธีดูแลตนเอง โดยได้จัดทำแผนการสอนสุขศึกษา และสื่อการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (computer assisted instruction) เรื่อง “การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด” เพื่อนำมาเป็นสื่อสำหรับให้ความรู้ และรณรงค์ให้สตรีตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงและสามีหรือครอบครัว เห็นความสำคัญของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ และความจำเป็นของการมารับบริการฝากครรภ์กับทีมสุขภาพ

ภาพที่ 3-5 การตรวจวินิจฉัย และการให้ความรู้แก่สตรีตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยง

 

นอกจากนั้นสตรีตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงยังได้รับการส่งเสริมสุขภาพโดยทีมสหสาขาวิชาชีพต่างๆ ตามความเหมาะสม ดังนี้

 

1. การส่งเสริมสุขภาพด้านความรู้เรื่องการใช้ยาขณะตั้งครรภ์  (ภาพที่ 6-7)

     ทีมเภสัชกรรม เป็นทีมสุขภาพกลุ่มแรกที่มีโอกาสดูแลสตรีตั้งแต่วัยเจริญพันธุ์ ทั้งกลุ่มที่ไม่ต้องการตั้งครรภ์ กลุ่มที่พยายามจะตั้งครรภ์ หรือกลุ่มที่ตั้งครรภ์แล้ว โดยการให้ข้อมูลข่าวสารหรือคำแนะนำที่สำคัญและจำเป็นต่อการตั้งครรภ์ เริ่มตั้งแต่ คำแนะนำการใช้ชุดตรวจสอบการตั้งครรภ์ เน้นย้ำให้สตรีตั้งครรภ์ไปรับบริการฝากครรภ์ในสถานบริการทางสาธารณสุขตั้งแต่เนิ่นๆ ให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพเบื้องต้น เช่น การเลิกหรืองดสูบบุหรี่ การหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ยาขณะตั้งครรภ์ เป็นต้น

     สตรีตั้งครรภ์เป็นผู้ป่วยกลุ่มพิเศษที่จำเป็นต้องให้ความสนใจเรื่องการใช้ยา และรูปแบบการดำเนินชีวิตมากกว่าปกติ เนื่องจากยาและการดำเนินชีวิตบางอย่าง อาจส่งผลเสียต่อทารกในครรภ์ที่สำคัญสตรีตั้งครรภ์ทุกคน ควรแจ้งให้แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์รับทราบว่ากำลังตั้งครรภ์ เพื่อความปลอดภัยของตนเองและทารกในครรภ์

ภาพที่ 6-7 การให้ความรู้เรื่องยาแก่สตรีตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยง

 

     สำหรับสตรีตั้งครรภ์ที่มีโรคประจำตัวอยู่เดิม และต้องรับประทานยาต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ เพื่อพิจารณาความปลอดภัยทั้งของตนเองและทารกในครรภ์ ในกรณีที่ยาอาจทำอันตรายต่อทารก แพทย์อาจเปลี่ยนเป็นยาชนิดอื่น ซึ่งที่มีประสิทธิภาพเท่าเทียมกัน แต่ปลอดภัยมากกว่าเดิม หรือพิจารณาให้หยุดยาหากสามารถทำได้ ห้ามสตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงหยุดยาด้วยตนเองเด็ดขาด เพราะอาจทำให้โรคประจำตัวกำเริบและเป็นอันตรายมากขึ้น เช่น โรคลมชัก กรณีที่สตรีตั้งครรภ์ มีอาการไม่สบายเล็กๆน้อยๆ เช่น ปวดศีรษะ มีไข้ อาการหวัด ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่มแอสไพริน ไอบูโพรเฟน นาโพรเซน แต่สามารถใช้ยาแก้ปวดลดไข้ เช่น พาราเซตามอล ยาลดน้ำมูก เช่น  คลอเฟนิรามีนก็มีความปลอดภัย สำหรับยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งอาการไอ อาจไม่ปลอดภัย เพราะมีผลต่อการหายใจของทารกในครรภ์

2. การส่งเสริมสุขภาพปากและฟันขณะตั้งครรภ์ (ภาพที่ 8-9)

     ทีมทันตกรรม มีส่วนสำคัญอย่างมากในการลดปัจจัยเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดในสตรีตั้งครรภ์ เนื่องจากมีงานวิจัยสนับสนุนว่าโรคเหงือกและปริทันต์อักเสบสัมพันธ์กับภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด และยังพบว่าการรักษาทางทันตกรรมระหว่างตั้งครรภ์ สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดลงได้ ในการรับบริการฝากครรภ์ พยาบาลหน่วยฝากครรภ์จะทำการประเมินภาวะสุขภาพปากและฟันเบื้องต้น และส่งต่อให้ทีมทันตกรรมดูแลรักษา การให้ความรู้และคำแนะนำรวมทั้งข้อควรระวังในการดูแลสุขภาพปากและฟันขณะตั้งครรภ์เป็นสิ่งจำเป็น เช่น การหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวานหรือเปรี้ยวจัด การทำความสะอาดช่องปากและฟันด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้งภายหลังรับประทานอาหารรสเปรี้ยวหรือหลังมีอาการอาเจียน รวมทั้งการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงเพื่อเสริมสร้างกระดูกและฟันของสตรีตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ สตรีตั้งครรภ์ควรพบทันตแพทย์เพื่อตรวจประเมินสุขภาพช่องปาก ตั้งแต่เริ่มวางแผนตั้งครรภ์หรือเริ่มตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์  นอกจากนี้ยังต้องให้คำแนะนำแก่สตรีตั้งครรภ์เกี่ยวกับการรับบริการตรวจรักษาทางทันตกรรม ควรแจ้งทันตแพทย์ให้ทราบถึงสภาวะการตั้งครรภ์ทุกครั้ง ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการรักษาทางทันตกรรมคือ ช่วงอายุครรภ์ประมาณ 16-24 สัปดาห์

ภาพที่ 8-9 การตรวจคัดกรองและการดูแลสุขภาพฟันสตรีตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยง

 

3. การส่งเสริมสุขภาพด้านโภชนาการขณะตั้งครรภ์

     ทีมนักโภชนาการ จะเน้นการเตรียมความพร้อมก่อนการตั้งครรภ์ โดยสื่อสารให้สตรีวัยเจริญพันธุ์และประชาชนทั่วไป เห็นความสำคัญของการเริ่มต้นพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสม สตรีตั้งครรภ์จะได้รับความรู้เกี่ยวกับภาวะโภชนาการและการตั้งครรภ์ คำแนะนำเรื่อง การรับประทานอาหารขณะตั้งครรภ์  เช่น ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามิน เกลือแร่ และไขมัน ในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายทุกวัน กรดโฟลิคหรือโฟเลต จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาของสมองและระบบประสาทของทารกในครรภ์ ช่วยในการแบ่งตัวของเซลล์ มีในผัก ผลไม้ ถั่วเหลือง ตับ ไข่ ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด งดการสูบบุหรี่  ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ และรับประทานยาบำรุงตามแพทย์สั่ง ที่สำคัญคือทีมนักโภชนาการจะเชื่อมโยงให้สตรีตั้งครรภ์เห็นความเกี่ยวข้องระหว่างพฤติกรรมการบริโภคหรือภาวะโภชนาการของตนเอง กับภาวะสุขภาพของทารกในครรภ์ และร่วมกับสตรีตั้งครรภ์และครอบครัววางแผนเรื่องการบริโภคอาหาร

ภาพที่ 10-11 การให้ความรู้ด้านโภชนาการแก่สตรีตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยง

 

4. การส่งเสริมสุขภาพโดยการนวดผ่อนคลายขณะตั้งครรภ์ (ภาพที่ 12-13)

       ทีมสถานแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้นำวิธีนวดผ่อนคลายมาใช้ดูแลสุขภาพของสตรีตั้งครรภ์ โดยมองว่าการสัมผัสเป็นพื้นฐานและความต้องการของมนุษย์ การนวดสัมผัส เป็นการดูแลทั้งด้านร่างกายและจิตใจ สตรีตั้งครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านร่างกายและอารมณ์ที่หลากหลาย การนวดผ่อนคายจะช่วยตอบสนองความต้องการทั้งด้านการช่วยเหลือให้ร่างกายสุขสบายมากขึ้น กล้ามเนื้อและข้อต่อของร่างกายมีความยืดหยุ่น ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานดีขึ้น รวมทั้งเป็นการช่วยลดความเครียดและความเหนื่อยล้าของจิตใจ การสนับสนุนให้สามีหรือครอบครัวฝึกทักษะการนวดผ่อนคลายร่วมกัน ยังเป็นโอกาสที่จะได้แสดงความรัก ความเอาใส่ใจห่วงใยซึ่งกันและกันของสตรีตั้งครรภ์และครอบครัว ทั้งยังเป็นการช่วยให้สตรีตั้งครรภ์มีสมาธิที่จะสัมผัสกับการเคลื่อนไหวและสื่อสารแสดงความรักของตนเองต่อทารกในครรภ์ นอกจากนี้ยังช่วยให้สตรีตั้งครรภ์ได้พักผ่อนนอนหลับมากขึ้น โดยการให้ความรู้และสาธิตท่าที่เหมาะสมตามระยะของการตั้งครรภ์ รวมทั้งข้อพึงระวังต่างๆ ที่ควรหลีกเลี่ยง

     สำหรับการออกกำลังกายขณะตั้งครรภ์นั้น  ควรปฏิบัติด้วยความนุ่มนวล ไม่รวดเร็วหรือรุนแรงเกินไป ทีมสุขภาพเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการให้คำปรึกษาว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ  ในสตรีตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ สตรีตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยง  บางกลุ่มที่ควรต้องนอนพัก เช่น กลุ่มเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด กลุ่มโรคหัวใจ กลุ่มโรคลมชัก หรือมีภาวะโลหิตจาง หรือกลุ่มที่มีความดันโลหิตสูง อาจออกกำลังได้บ้างเล็กน้อยหรือบางครั้งไม่ควรทำ ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ถึงการเลือกการออกกำลังกายด้วยวิธีปลอดภัย ตามสภาพการตั้งครรภ์ของตนเอง นอกจากนี้ ทีมสุขภาพยังต้องแนะนำให้สตรีตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงมีความรู้เกี่ยวกับสัญญาณเตือนของอันตราย เช่น หายใจเหนื่อย หัวใจเต้นเร็ว เจ็บหน้าอก ปวดศีรษะ กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือปวด มดลูกหดรัดตัว ถุงน้ำคร่ำแตก/รั่ว หรือมีเลือดออกทางช่องคลอด เพื่อการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น และให้การช่วยเหลือที่เหมาะสม

ภาพที่ 12-13 การส่งเสริมสุขภาพโดยการนวดผ่อนคลายขณะตั้งครรภ์

 

     การบูรณาการ เรื่อง การดูแลสตรีตั้งครรภ์ของโรงพยาบาลศิริราช ก่อให้เกิดความร่วมมือในการทำงานร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพ และตอบสนองเป้าหมายสำคัญเดียวกัน คือสุขภาพที่ดีทั้งของสตรีตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ทั้งกลุ่มปกติและกลุ่มเสี่ยง โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพตั้งแต่เริ่มต้น อีกทั้งยังให้ครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนการดูแล ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความคิดเห็นกับทีมผู้ดูแล เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการดูแลรักษาและเป็นแรงสนับสนุนในการส่งเสริมสุขภาพของสตรีตั้งครรภ์ นอกจากนี้ ยังเป็นแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาระบบการบริการให้เป็นเชิงรุกและตอบสนองต่อความต้องการของสตรีตั้งครรภ์และครอบครัวให้มากที่สุด โดยการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของทีมสหวิชาชีพ ดังนี้

1. การร่วมจัดกิจกรรมภาคประชาชน เพื่อให้บริการทางวิชาการทั้งภาคทฤษฎี และฝึกปฏิบัติเรื่องการดูแลสุขภาพขณะตั้งครรภ์ การเตรียมตัวเพื่อการคลอด การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เช่น โครงการครอบครัวสุขใจต้อนรับสมาชิกใหม่ และโครงการคุณพ่อคุณภาพ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่จูงใจให้สตรีตั้งครรภ์และครอบครัวมาเข้าร่วมกิจกรรมมากขึ้น

2. การร่วมจัดกิจกรรมภาคประชาชนเพื่อการรณรงค์และประชาสัมพันธ์ เช่น โครงการนิทรรศการสัปดาห์รณรงค์และป้องกันภาวะคลอดก่อนกำหนด (ภาพที่ 14) เป็นต้น

ภาพที่ 14  คณะกรรมการจัดสัปดาห์รณรงค์และป้องกันภาวะคลอดก่อนกำหนด

3. การร่วมจัดทำสื่อต่างๆ เช่น หนังสือ คู่มือ เอกสารแผ่นพับ รวมทั้งการจัดบอร์ดให้ความรู้ ในหอผู้ป่วยของทุกหน่วยงาน

4. การบริการข้อมูลข่าวสารถึงกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพต่างๆ รวมทั้งการพูดคุยตอบปัญหาสุขภาพทาง website ของโรงพยาบาลศิริราช

5. การบริการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ ทั้ง Hot line และ Warm line ในหอผู้ป่วย ซึ่งเป็นการให้บริการที่รวดเร็วและเข้าถึงง่าย อีกทั้งยังก่อให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีระหว่างสตรีตั้งครรภ์และทีมผู้ดูแล