บทบาทของพยาบาลในการส่งเสริมสุขภาพ สตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดที่ได้รับยายับยั้งการหดรัดตัวของมดลูก

บทบาทของพยาบาลในการส่งเสริมสุขภาพ

สตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดที่ได้รับยายับยั้งการหดรัดตัวของมดลูก


ราตรี ศิริสมบูรณ์  กาญจนา พิมล

 

     ภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด เป็นภาวะเสี่ยงทางสูติกรรมซึ่งพบมากที่สุดในยุคปัจจุบัน  จากสถิติการรับผู้ป่วยของห้องคลอดสามัญ พ.ศ. 2550 และ พ.ศ. 2551 พบสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดถูกรับไว้เข้าดูแลในโรงพยาบาลศิริราช ร้อยละ 7.71 และ 10.6 และได้รับการรักษาด้วยยายับยั้งการหดรัดตัวของมดลูก ร้อยละ 29.59 และ 29.02 ตามลำดับ ผู้ป่วยที่ได้รับการยับยั้งการคลอดจะเข้ารับการดูแลรักษาในห้องคลอด เพื่อยับยั้งภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด และสามารถดำเนินการตั้งครรภ์ต่อไปได้

     การดูแลรักษาสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดโดยการให้ยายับยั้งการหดรัดตัวของมดลูกนั้น ระหว่างการให้ยาอาจเกิดผลข้างเคียงด้านร่างกาย ทำให้ไม่สุขสบาย  ทุรนทุราย รวมทั้งเกิดความเครียด และความวิตกกังวลอย่างมาก ผู้ป่วยมักมีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ได้ง่าย   มีความรู้สึกไวต่อสิ่งกระตุ้น สูญเสียการควบคุมตนเอง รู้สึกว้าเหว่ รู้สึกถูกแยกจากครอบครัว ไม่แน่ใจว่าจะต้องอยู่รักษาในโรงพยาบาลนานเพียงใด ถูกจำกัดกิจกรรม รวมทั้งเสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ทำให้เกิดความเครียดและเหนื่อยล้า1 ส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย โดยเฉพาะผลกระทบต่อครอบครัว ความรู้สึกเหล่านี้จะเกิดกับผู้ป่วยที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดเป็นส่วนใหญ่ ถึงแม้ผู้ป่วยจะยอมรับว่า หากมีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดเกิดขึ้น แพทย์มีความจำเป็นต้องให้ยายับยั้งการหดรัดตัวของมดลูก และนอนรักษาในโรงพยาบาลก็ตาม

     ทีมดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด ภาควิชาและงานการพยาบาล  สูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา โรงพยาบาลศิริราช ได้ร่วมกันพัฒนาแนวทางการดูแลรักษาสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดให้ชัดเจน และมีมาตรฐานมากขึ้น  สำหรับพยาบาลเป็นส่วนหนึ่งของสหสาขาวิชาชีพ และมีบทบาทสำคัญในการพยาบาลสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด ขณะได้รับยายับยั้งการหดรัดตัวของมดลูก เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้ป่วย ครอบคลุมทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ และจิตสังคม สามารถผ่านพ้นภาวะวิกฤต เกิดความปลอดภัยต่อตัวผู้ป่วย และทารกในครรภ์มากที่สุด โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

การเตรียมความพร้อมโดยการให้ข้อมูล

     ภายหลังจากทีมดูแลผู้ป่วยวางแผนให้การดูแลรักษาภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดด้วยยายับยั้งการหดรัดตัวของมดลูก และยากระตุ้นการเจริญเติบโตปอดของทารกในครรภ์ การเตรียมความพร้อมของผู้ป่วย และครอบครัวทั้งด้านร่างกายและจิตใจจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อช่วยทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวเกิดความเข้าใจ คลายความวิตกกังวล และให้ความร่วมมือในการดูแลรักษา สำหรับแนวทางการให้ข้อมูลเพื่อเตรียมความพร้อมแก่ผู้ป่วยและครอบครัว มีดังนี้

  1. อธิบายให้ทราบถึงเหตุผล ความสำคัญ และความจำเป็นที่ต้องได้รับยายับยั้งการหดรัดตัวของมดลูก วิธีการให้ยา ระยะเวลาที่ต้องได้รับยา ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งวิธีปฏิบัติตนขณะได้รับยายับยั้งการหดรัดตัวของมดลูก
  2. อธิบายถึงภาวะสุขภาพ การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่อาจเกิดขึ้น การเปลี่ยนแปลงของภาวะสุขภาพ ทั้งของผู้ป่วยและทารกในครรภ์ และผลการค้นหาสาเหตุของการเจ็บครรภ์
  3. ให้ข้อมูลในการพยากรณ์ภาวะสุขภาพ  อธิบายถึงผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น เช่น ความรุนแรงของภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดสามารถรักษาได้หรือไม่  โอกาสที่จะกลับมาเป็นซ้ำ อันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์ โอกาสที่จะคลอดก่อนกำหนด
  4. ให้ข้อมูลที่เป็นกำลังใจ อธิบายอย่างตรงไปตรงมา ชัดเจนและเข้าใจง่าย ไม่อ้อมค้อม
  5. เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยซักถามข้อสงสัย และตอบข้อซักถามบนพื้นฐานความเป็นจริง

ภาพที่ 1 การเตรียมความพร้อมโดยการให้ข้อมูล

 

การจัดการความวิตกกังวลและความเครียด

     สตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดมักเกิดความวิตกกังวล ความกลัว ความเครียด ขณะเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจะมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสุขภาพของตนเอง กลัวว่าทารกในครรภ์จะได้รับอันตรายจากการคลอดก่อนกำหนด และผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นขณะผู้ป่วยได้รับยายับยั้งการหดรัดตัวของมดลูก เช่น ใจสั่น มือสั่น หัวใจเต้นเร็ว คลื่นไส้ อาเจียน และกล้ามเนื้ออ่อนแรง  ซึ่งไปทำให้ความกลัว ความวิตกกังวล และความเครียดของผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้นยังเครียดและวิตกกังวลเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาล รวมทั้งการที่ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมของโรงพยาบาลระยะเวลานาน การถูกจำกัดกิจกรรม การนอนพักบนเตียง ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย รู้สึกเหงาว้าเหว่ เนื่องจากถูกแยกจากครอบครัว แนวทางการพยาบาลเพื่อส่งเสริมให้สตรีตั้งครรภ์สามารถเผชิญต่อความวิตกกังวลและความเครียดขณะได้รับยายับยั้งการหดรัดตัวของมดลูก มีดังนี้

1. ดูแลให้นอนพักใน zoning ที่จัดไว้สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดโดยเฉพาะ สร้างบรรยากาศที่สงบและผ่อนคลาย

2. จัดสิ่งแวดล้อมบริเวณผู้ป่วยนอนพักในห้องคลอดให้สะอาดและสวยงาม มีรูปภาพวิวทิวทัศน์ หรือรูปภาพเด็กน่ารักประดับบริเวณผนังห้อง เพื่อความสดชื่น และลดความเบื่อหน่ายที่ต้องถูกจำกัดกิจกรรมอยู่นาน

ภาพที่ 2  การจัดสิ่งแวดล้อมบริเวณห้องคลอด

 

3. จัดสิ่งแวดล้อมในห้องคลอดให้เอื้ออำนวยความสะดวกต่อการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การทำความสะอาดร่างกาย การรับประทานอาหาร

4. พูดคุยทักทายผู้ป่วยด้วยใบหน้าที่เป็นมิตร ยิ้มแย้มแจ่มใส  หรืออยู่เป็นเพื่อน เพื่อสร้างความรู้สึกอบอุ่น และทำให้เกิดการผ่อนคลาย

5. ส่งเสริมทำกิจกรรมผ่อนคลายความเครียดที่ไม่ส่งผลต่อการหดรัดตัวของมดลูก เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลงจังหวะเบาๆ หรือเพลงบรรเลง ดูรายการโทรทัศน์ที่ไม่เครียด ให้บริการหนังสือส่งเสริมสุขภาพแม่และเด็ก / บันเทิง / ธรรมะรวมทั้งการโทรศัพท์พูดคุยกับครอบครัวหรือเพื่อน

6. ให้ผู้ป่วยเลือกใช้เทคนิคผ่อนคลายความเครียดให้ตรงกับความต้องการ โดยจัดท่าให้นอนพักอย่างสุขสบาย นวดหลัง สัมผัส ฝึกสมาธิ โดยกำหนดลมหายใจเข้า-ออก และให้คำปรึกษา การผ่อนคลายจะช่วยทำให้เกิดการไหลเวียนของโลหิตไปสู่มดลูกได้ดีขึ้น และยังทำให้ทารกในครรภ์ได้ออกซิเจนเพิ่มขึ้นด้วย

7. สนับสนุน และเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้แสดง และระบายความรู้สึกวิตกกังวลต่างๆ ที่มีอยู่ จะช่วยทำให้มีการปรับตัว และสามารถเผชิญกับปัญหาได้

8. ให้ความรู้วิธีการปฏิบัติตัว การดูแลรักษา ผลที่เกิดขึ้น จะทำให้ลดความวิตกกังวล

9. อธิบายให้ทราบถึงความร่วมมือและการเตรียมความพร้อมของทีมดูแล ทั้งสูติแพทย์ กุมารแพทย์ และทีมพยาบาล จะทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวลดความกังวล และเกิดความปลอดภัยมากขึ้น

10. ประเมินความวิตกกังวลของผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง

การส่งเสริมภาวะโภชนาการ

     ผลข้างเคียงจากการได้รับยายับยั้งการหดรัดตัวของมดลูก ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอ่อนเพลีย ใจสั่น คลื่นไส้อาเจียน ไม่สุขสบายทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เกิดความเครียดและวิตกกังวล อาจส่งผลให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับภาวะโภชนาการ เช่น ความอยากรับประทานอาหารลดลง รับประทานอาหารได้น้อย ได้รับสารอาหารและแคลอรี่ไม่พอกับความต้องการของร่างกาย น้ำหนักตัวลดลงหรือคงที่ เกลือแร่ในร่างกายไม่สมดุล การถูกจำกัดกิจกรรมต่างๆ มีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อย ทำให้ระบบการขับถ่ายไม่ดี   เกิดอาการท้องผูกตามมา  แนวทางการพยาบาลเพื่อส่งเสริมภาวะโภชนาการขณะผู้ป่วยได้รับยายับยั้งการหดรัดตัวของมดลูก มีดังนี้

  1. สำรวจพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วย
  2. จัดอาหารให้ตรงกับความต้องการของผู้ป่วย โดยใช้วิธีประเมินความต้องการประเภทของอาหาร
  3. จัดทำโปรแกรมการดูแลภาวะโภชนาการของผู้ป่วยร่วมกับครอบครัว
  4. สนับสนุนให้ครอบครัวโดยเฉพาะสามี เข้ามาร่วมวางแผน และจัดเมนูอาหาร โดยเตรียมอาหารมาจากบ้าน เพื่อนำมาให้ผู้ป่วยเสริม หรือสลับกับอาหารของโรงพยาบาล
  5. แนะนำให้ผู้ป่วยประเมินภาวะโภชนาการของตนเองโดยการบันทึกข้อมูลรายการ/ประเภทของอาหารที่ได้รับในเมนูอาหารประจำตัว ขณะนอนพักในห้องคลอด
  6. ให้อมลูกกวาดรสสมุนไพร เพื่อบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน
  7. ให้ความรู้ ดูแลความสะอาดของช่องปากและฟัน
  8. ประเมินภาวะโภชนาการโดยการชั่งน้ำหนักสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

ภาพที่ 3 การส่งเสริมภาวะโภชนาการ

 

การสนับสนุนของครอบครัวและสังคม

     แรงสนับสนุนจากสมาชิกในครอบครัวและสังคม อาจเป็นญาติพี่น้อง เพื่อน หรือบุคลากรในทีมสุขภาพก็ได้ ทำให้ผู้ป่วยที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด  รู้สึกว่าได้รับความรักความเอาใจใส่ ความเห็นอกเห็นใจ ทำให้มีกำลังใจต่อสู้กับปัญหา สามารถเผชิญความวิตกกังวลและความเครียดที่เกิดขึ้น (1)รวมทั้งลดภาวะวิตกกังวลเกี่ยวกับค่ารักษาภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด ซึ่งเป็นสาเหตุจากปัญหาด้านเศรษฐกิจสังคมของผู้ป่วยและครอบครัวที่สำคัญในปัจจุบัน พยาบาลประจำห้องคลอดจึงเป็นแหล่งสนับสนุนที่ดีที่สุดในการให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยขณะที่ได้รับการรักษาโดยการให้ยายับยั้งการหดรัดตัวของมดลูก โดยมีบทบาทสำคัญ ดังนี้

1. ส่งเสริมให้มีระบบ Family support  หรือ social support โดยให้สามีหรือญาติมีส่วนร่วมในการดูแล และช่วยเหลือประคับประคองจิตใจผู้ป่วยขณะที่รับการรักษาอยู่ในโรงพยาบาล เพื่อลดความกลัวหรือวิตกกังวล และให้ความร่วมมือในการดูแลรักษา

ภาพที่ 4 การสนับสนุนของครอบครัวและสังคม

 

  1. สนับสนุนการเยี่ยมผู้ป่วยของครอบครัว ให้สามารถเข้าเยี่ยมขณะรับการรักษาโดยการให้ยายับยั้งการหดรัดตัวของมดลูกได้ตามความเหมาะสม  โดยมีระบบการติดต่อครอบครัวและสอบถามความต้องการเกี่ยวกับเวลาในการเข้าเยี่ยม
  2. จัดสถานที่ของห้องคลอดให้มีความสงบและเป็นส่วนตัว เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้พูดคุย ระบายความรู้สึกต่างๆ กับสามี ญาติรวมทั้งบุคคลที่ไว้วางใจ
  3. เตรียมความพร้อมของครอบครัวก่อนเข้าเยี่ยมผู้ป่วย โดยการให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการดูแลรักษาพยาบาล แนะนำและอธิบายถึงวิธีช่วยเหลือในการทำกิจกรรมของผู้ป่วยตามความเหมาะสม
  4. แนะนำการใช้สิทธิการรักษา และประโยชน์จากแหล่งสนับสนุนด้านค่ารักษาพยาบาล เช่น สิทธิประกันสุขภาพ สิทธิประกันสังคม และติดต่อประสานงาน

การเสริมสร้างความรู้ความสามารถในการดูแลตนเอง

การให้ความรู้ เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดความเข้าใจในสภาวการณ์ของตนเอง ตระหนักถึงความเสี่ยงหรือความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นต่อตนเองและทารกในครรภ์ มองเห็นประโยชน์ของการปฏิบัติตนที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น มีความเอาใจใส่และสนใจในการดูแลสุขภาพ มีการใช้เหตุผลในการตัดสินใจ5 เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อตนเองและทารกในครรภ์ แนวทางปฏิบัติที่พยาบาลควรให้คำแนะนำ และสาธิตแก่ผู้ป่วยรวมทั้งครอบครัว เพื่อให้ทราบถึงวิธีปฏิบัติตัวภายหลังสามารถยับยั้งการหดรัดตัวของมดลูกเป็นผลสำเร็จ ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดซ้ำ มีดังนี้

  1. ประเมินความพร้อมสำหรับการเรียนรู้ และจัดให้บุคคลที่มีความสำคัญต่อการเรียนรู้ เช่น สามี หรือบุคคลในครอบครัว เข้าร่วมรับฟังหรือมีส่วนร่วม เพื่อเป็นแรงเสริมการเรียนรู้
  2. แนะนำการปฏิบัติตนที่ถูกต้อง ได้แก่ พักผ่อน ไม่ทำงานหนัก ไม่ยกของหนัก ไม่ขึ้นลงบันไดสูงๆ ไม่ยืนหรือเดินนานๆ ไม่เดินทางไกล งดการร่วมเพศ งดการกระตุ้นบริเวณหัวนม
  3. แนะนำให้สังเกตอาการเตือนของการเจ็บครรภ์ เช่น มดลูกหดรัดตัวถี่มากกว่า 4 ครั้ง   ใน 1 ชั่วโมง มีน้ำหรือมูกเลือดออกจากทางช่องคลอด หากเกิดอาการปวดท้อง ปวดหน่วงในช่องคลอด ปวดหลัง ปวดเอว ควรรีบมาพบแพทย์ทันที เนื่องจากมีโอกาสเจ็บครรภ์ซ้ำได้
  4. แนะนำวิธีรับประทานยาให้ตรงเวลา และสังเกตฤทธิ์ข้างเคียงของยา ได้แก่ ใจสั่น หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ หายใจลำบาก บวม ท้องอืด กล้ามเนื้ออ่อนแรง และสอนให้จับชีพจรด้วยตนเอง ถ้าชีพจรเร็วกว่า 120 ครั้งต่อนาที ให้หยุดรับประทานยาไว้ก่อนและให้นอนพักผ่อน
  5. แนะนำการมาตรวจตามแพทย์นัดอย่างเคร่งครัด
  6. สาธิตและแนะนำการปฏิบัติตัวเมื่อมีอาการเตือนของการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด
    1. ผ่อนคลายความวิตกกังวล นอนพักทันทีในท่านอนตะแคงซ้าย โดยใช้หมอนหนุนหนึ่งใบ อาจใช้หมอนหนุนบริเวณหลังเพื่อให้รู้สึกสบายขึ้น
    2. ประเมินการหดรัดตัวของมดลูกโดยวางฝ่ามือไว้บริเวณยอดมดลูกด้วยตนเอง นับจำนวนครั้งของการหดรัดตัวของมดลูกภายใน 1 ชั่วโมง และระยะเวลาที่มดลูกหดรัดตัวในแต่ละครั้ง  ถ้ามดลูกหดรัดตัวมากเกิน 4 ครั้ง ขึ้นไปหรือเริ่มมีอาการเจ็บครรภ์ให้มาโรงพยาบาลทันที

ภาพที่ 5 วิธีประเมินการหดรัดตัวของมดลูก