การยับยั้งภาวะคลอดก่อนกำหนด…โรงพยาบาลศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์

การยับยั้งภาวะคลอดก่อนกำหนด…โรงพยาบาลศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์


ธราธิป โคละทัต  จันทิมา จรัสทอง

 

     เราเคยได้รับคำถามจากสูติแพทย์ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งว่า “แนวทางการยับยั้งภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดของโรงพยาบาลใดดี สมควรไปนำมาใช้” ประเด็นนี้สำคัญ แต่อะไรคือสิ่งที่บอกว่า แนวทางการยับยั้งการคลอดดี เราคงต้องย้อนกลับไปพิจารณาสิ่งที่ทุกคนมุ่งหวังในการทำโครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกฯ  นั่นคือ “ทารกทุกรายเกิดในช่วงอายุครรภ์ที่เหมาะสม มีสุขภาพแข็งแรง หากมารดาเกิดความผิดปกติระหว่างการตั้งครรภ์ ต้องได้รับการช่วยเหลือให้รอดชีวิตทุกราย” เพื่อให้ทุกท่านของงานสูติกรรม กุมารเวชกรรม และเวชกรรมสังคมเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น จึงขอนำเสนอแนวทางปฎิบัติทางคลินิคเรื่องการยับยั้งการคลอดก่อนกำหนดของโรงพยาบาลศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์ เพื่อเป็นตัวอย่างของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องนี้

ก่อนเกิดโครงการยับยั้งการคลอดก่อนกำหนด

ภาพที่ 1  โรงพยาบาลศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์ จังหวัดเชียงราย

 

     โรงพยาบาลศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์ เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลที่ประสบปัญหาภาวะคลอดก่อนกำหนด  โดยพบว่า ร้อยละ 75 – 90 ของทารกแรกเกิดเสียชีวิตจากการคลอดก่อนกำหนด ทารกที่รอดชีวิตมักพบภาวะขาดออกซิเจน และยังเป็นสาเหตุสำคัญของทารกน้ำหนักน้อย (Low birth weight, LBW) โดยในปี พ.ศ. 2548 พบว่า ภาวะการคลอดก่อนกำหนดเป็นสาเหตุของ LBW สูงถึงร้อยละ 58.74 ด้วยเหตุนี้ทางโรงพยาบาลศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์ จึงได้จัดทำแนวทางป้องกันภาวะคลอดก่อนกำหนด เพื่อต้องการลดจำนวน LBW และภาวะขาดออกซิเจนขณะคลอด

     จากคู่มือแนวทางปฏิบัติทางคลินิกเพื่อป้องกันภาวะคลอดก่อนกำหนดของโรงพยาบาลศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์ กล่าวว่าการดำเนินงานเพื่อป้องกันถาวะคลอดก่อนกำหนด ได้เริ่มดำเนินงานตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2548 เป็นต้นมา โดยได้จัดทำแนวทางป้องกันการคลอดก่อนกำหนด (เดือนธันวาคม พ.ศ. 2548) ปรับปรุงครั้งที่ 2 ปี พ.ศ. 2549 (เดือนพฤศจิกายน) และปรับปรุงแบบคัดกรอง ครั้งที่ 3 ในปี พ.ศ. 2551 โดยคาดหวังผลลัพธ์ในหญิงตั้งครรภ์ที่มีประวัติ และอาการแสดงที่เสี่ยงต่อภาวะคลอดก่อนกำหนด ดังนี้

  1. หญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดได้รับความรู้เรื่องการป้องกันการคลอดก่อนกำหนด และสามารถปฏิบัติตนได้ถูกต้องมากกว่า ร้อยละ 80
  2. มีแนวปฏิบัติทางคลินิกเพื่อป้องกันการคลอดก่อนกำหนด
  3. หญิงตั้งครรภ์ที่เสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดได้รับการคัดกรองปัจจัยเสี่ยง และได้รับการเฝ้าระวังเพื่อป้องกันการคลอดก่อนกำหนดตามแนวทางปฏิบัติ

แนวทางปฏิบัติทางคลินิก เพื่อป้องกันการคลอดก่อนกำหนด

     แนวปฏิบัติทางคลินิก ได้มาจากการสืบค้นข้อมูลเชิงประจักษ์และการปฏิบัติที่เป็นเลิศของ Institute for Clinical Systems Improvement (ICSI) ปี ค.ศ. 2004  แล้วนำมาจัดทำ “ร่าง” แนวทางปฏิบัติทางคลินิก เสนอให้แก่ สูติแพทย์ พยาบาลงานฝากครรภ์ พยาบาลห้องคลอด และพยาบาลดูแลหลังคลอดพิจารณาและปรับปรุงแก้ไข หลังจากนั้นได้นำเสนอต่อผู้ทรงคุณวุฒิ ก่อนนำแนวทางปฏิบัติทางคลินิกไปปฏิบัติ ตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2548  (ภาพที่ 2)

ภาพที่ 2   คู่มือแนวปฏิบัติทางคลินิก เรื่องป้องกันการคลอดก่อนกำหนด

 

จากการพิจารณาแนวปฏิบัติทางคลินิกของโรงพยาบาลศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์ สามารถวิเคราะห์จุดเด่นที่มีผลต่อความสำเร็จในการลดการคลอดก่อนกำหนด ดังนี้

1. แนวทางการรักษามีความน่าเชื่อถือ

     ก่อนจะมาเป็นแนวทางปฏิบัติทางคลินิก คณะกรรมการพัฒนาแนวปฏิบัติทางคลินิกจะสอบถามข้อเสนอแนะ และนำมาจำแนกความน่าเชื่อถือตามเกณฑ์ The Joanna Briggs Institute   ปี ค.ศ. 2004 พร้อมระบุ “ระดับคุณภาพของหลักฐาน” ที่นำมาอ้างอิงกำกับคู่กับ “ระดับความเชื่อถือของข้อเสนอแนะ” ยกตัวอย่างเช่น 1.1 A หมายความว่า เป็นหลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือ และมีคุณภาพระดับ 1.1 และข้อเสนอแนะนำไปสู่การปฏิบัติอยู่ในระดับ A คือ เป็นข้อเสนอแนะที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที เป็นที่ยอมรับด้านจริยธรรม มีเหตุผลสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติในระดับมาก และมีประสิทธิผลดีเลิศสมควรนำไปประยุกต์  ส่วนใหญ่แนวทางการดูแลหญิงตั้งครรภ์ของโรงพยาบาลศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์ ที่มีภาวะผิดปกติในระยะคลอด เช่น ภาวะคลอดก่อนกำหนด ภาวะน้ำเดิน หรือภาวะเลือดออกอยู่ในระดับ 2.1, 2.2, 2.3  คือ เป็นหลักฐานที่ได้จากการสังเคราะห์ หรือวิเคราะห์ข้อมูลที่มีการรายงานเบื้องต้นหรือครั้งแรก ที่ผ่านทบทวนอย่างเป็นระบบ วิเคราะห์ผลแบบแสดงความคิดเห็นร่วมกัน และวิเคราะห์ความคุ้มทุน รวมกับมีการทบทวนในเวชระเบียนและความคิดเห็นของแพทย์ ที่เรียกว่า Meta-analysis

2. ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย

     แนวทางปฏิบัติทางคลินิกเพื่อยับยั้งหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดสามารถนำไปใช้ปฏิบัติกับกลุ่มเป้าหมายกว้างขึ้น ทั้งอายุครรภ์ของกลุ่มเป้าหมาย ระดับของการเจ็บครรภ์ และอาการผิดปกติอื่นๆ ทำให้กลุ่มเป้าหมายได้รับการวินิจฉัย และดูแลรักษาดีขึ้น อีกทั้งยังสามารถตรวจจับ และป้องกันภาวะคลอดก่อนกำหนดได้ดีขึ้น (แผนภูมิที่ 1)

2.1  ขนาดกลุ่มเป้าหมาย ขนาดกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ หญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ ระหว่าง 24 – 36 สัปดาห์ และอายุครรภ์มากกว่าหรือเท่ากับ 36 สัปดาห์

2.2  ระดับการเจ็บครรภ์ คำนึงถึงระดับอาการเจ็บครรภ์ในกลุ่ม threatened preterm labor และ preterm labor แต่หากสามารถสร้างเชื่อมั่นได้ถึง false labor pain จะยิ่งทำให้เกิดความมั่นใจ และความปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์มากขึ้น

2.3  อาการผิดปกติอื่น หญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการผิดปกติอื่นมีผลต่อการคลอดก่อนกำหนด เช่น มีมูกปนเลือด น้ำคร่ำ เลือดออก หดรัดตัวของมดลูกอย่างน้อย 5 ครั้ง/ ชั่วโมง

     คณะกรรมการพัฒนาแนวปฏิบัติทางคลินิกในโรงพยาบาลศุนย์เชียงรายประชานุเคราะห์ได้รวบรวมความรู้จากหลักฐานที่นำมาอ้างอิง และนำมาเฝ้าระวัง ฝากครรภ์ ยับยั้ง จนกระทั่งคลอด

แนวทางการรักษาหญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการเจ็บครรภ์คลอด

แผนภูมิที่  1   แนวทางการรักษาหญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการเจ็บครรภ์คลอด

 

แนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันการคลอดก่อนกำหนด

     การคลอดก่อนกำหนด (preterm labour)  เป็นหนึ่งสาเหตุที่หญิงตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ถูกส่งตัวมารับการรักษาในโรงพยาบาลศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์ จึงได้มีการจัดทำแนวทางการดูแลเบื้องต้นและประเมินผู้ป่วยก่อนการส่งต่อในระยะต่างๆเช่น เมื่อมีอาการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด ภาวะน้ำเดิน หรือภาวะเลือดออก ตามแผนภูมิที่ 2

แผนภูมิที่  2   แนวทางการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์ อายุครรภ์ 24 – 35 +6 สัปดาห์

ระยะคลอด

     หญิงตั้งครรภ์ระยะคลอดที่มีสาเหตุต่างๆ เช่น เจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด น้ำเดิน หรือ เลือดออก หากอายุครรภ์ต่ำกว่า 24 สัปดาห์ และต้องการยุติการตั้งครรภ์จะพิจารณาเป็นรายๆ หากอายุครรภ์มากกว่า 24 สัปดาห์ ไม่ว่าจะมีอาการเจ็บครรภ์แบบ threatened preterm labor หรือ preterm labor จะให้นอนพักในโรงพยาบาล เพื่อประเมินการเปิดขยาย ความบางของปากมดลูก และประเมินทารก   ในครรภ์ด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง

     แนวทางการรักษา แพทย์จะให้ยา corticosteroid, tocolytic drug และยาปฏิชีวนะสำหรับป้องกันการติดเชื้อ Group B Streptococci  พร้อมส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น WBC หากมีความก้าวหน้าของการคลอด เช่น มีการหดรัดตัวของมดลูกถี่อย่างน้อย 30 วินาที และสม่ำเสมอทุก 15 – 20 นาที มีมูกเลือด มีน้ำเดิน หรือมี bleeding per vagina หรือ ปากมดลูกเปิดขยาย 3 ซม. และ 80 % MI ขึ้นไป ให้รายงานแพทย์

     เนื่องจากการคลอดก่อนกำหนด เป็นสาเหตุสำคัญของภาวะขาดออกซิเจนในโรงพยาบาลศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์ กลุ่มงานสูตินรี-เวชกรรมจึงได้จัดเวทีการประชุมแลกเปลี่ยนเพื่อป้องกันภาวะขาดออกซิเจนอย่างต่อเนื่อง ผลของการประชุมสามารถนำมาปรับเปลี่ยนกระบวนการดูแลหญิงตั้งครรภ์ขณะคลอด พอสรุปเป็นประเด็นที่สำคัญ ดังนี้

1. การดูแลหญิงตั้งครรภ์ในระยะรอคลอด

  • การฟัง FHS
    หญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะครรภ์เสี่ยงสูง เช่น PIH, thick meconium stained amniotic fluid เมื่อเข้าสู่ระยะ active phase ให้ฟัง FHS ทุก 15 นาที
  • การจับ uterine contraction
    หญิงตั้งครรภ์ในระยะ active phase และมีภาวะครรภ์เสี่ยงสูง ให้ประเมินทุก15 นาที
  • การตรวจภายใน
    หญิงตั้งครรภ์ในระยะ active phase ให้ประเมินความก้าวหน้าทุก 2 ชม. และหากอยู่ในระยะ latent phase ให้ประเมินความก้าวหน้าทุก 4 ชม.
  • การติด Fetal monitor
    เมื่อตรวจพบเสียงหัวใจทารกในครรภ์ผิดปกติจากการฟัง พยาบาลสามารถทำ fetal monitoring  ก่อนรายงานแพทย์ โดยแนะนำให้ติดที่บริเวณ fundus ของมดลูก
  • การดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับยาเร่งคลอด
    ให้ใช้ infusion pump บริหารยาเร่งคลอดทุกราย และปรับจำนวนยาตามการหดรัดตัวของมดลูก และประเมินทุก 15 นาที
  • การรายงานแพทย์
    พยาบาลสามารถรายงานสูติแพทย์ที่อยู่เวรโดยตรง หากเห็นว่าแพทย์รายงานไม่ครบถ้วน หรือ กรณีที่พยาบาลเห็นว่าอาจมีความเสี่ยงต่อหญิงตั้งครรภ์หรือทารกในครรภ์ เมื่อหญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการคลอดก่อนกำหนดมาถึงห้องคลอด จะได้รับการประเมินสภาพผู้ป่วยแรกรับพร้อมกันทั้งฝ่ายแพทย์และพยาบาล

2. การดูแลหญิงตั้งครรภ์ในระยะคลอด

  • การฟัง FHS และจับ uterine contraction
    ให้ฟัง FHS และจับ uterine contraction ทุก 5 – 10 นาที กรณีฟัง FHS ผิดปกติ หรือตรวจพบ thick meconium stained amniotic fluid สามารถติด fetal monitor ขณะเบ่งคลอด
    หมายเหตุ   หญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะคลอดก่อนกำหนดเมื่อเข้าสู่ระยะ active phase ให้ on EFM ทุกราย

ภาพที่ 3   แบบฟอร์ม Preterm risk สรุปผลการดูแล และข้อมูลการคลอด

 

     หญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ได้ฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์ แต่มีอาการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด เมื่อมาถึงห้องคลอด พยาบาลวิชาชีพจะนำใบ case preterm labor มาติดหน้าฟอร์มปรอท แต่หญิงตั้งครรภ์ของโรงพยาบาลศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์ จะได้รับการติดฟอร์ม Preterm risk  (ภาพที่ 3) ตั้งแต่เริ่มมาฝากครรภ์ เมื่อสิ้นสุดกระบวนการยับยั้งการคลอด หากยับยั้งไม่สำเร็จและสิ้นสุดการตั้งครรภ์ พยาบาลวิชาชีพจะบันทึกข้อมูลลงในฟอร์ม Preterm risk ทุกครั้ง เมื่อย้ายไปหลังคลอด พยาบาลหลังคลอดจะบันทึกข้อมูลส่วนที่เกี่ยวข้อง และส่งฟอร์มกลับไปที่ห้องฝากครรภ์ เช่นเดียวกับพยาบาลวิชาชีพของห้องเด็กจะบันทึกฟอร์ม Preterm risk ในส่วนของทารก และนำส่งให้งานฝากครรภ์เช่นกัน หลังจากนั้นพยาบาลห้องฝากครรภ์จะเป็นผู้รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ผล กรณีไม่คลอด พยาบาลวิชาชีพจะนำ ฟอร์ม case preterm labor มาติดไว้ในสมุดฝากครรภ์เพื่อให้การดูแลต่อเนื่อง    ที่หน่วยฝากครรภ์ จากการศึกษาสรุปผลทารกน้ำหนักน้อยเป็นรายเดือน พบว่าข้อมูลทารกบางรายที่มีน้ำหนักแรกเกิดน้อย มีอายุครรภ์ไม่สัมพันธ์กัน (ภาพที่ 4) ทั้งนี้อาจเกิดเนื่องจากความแตกต่างของการนิยามอายุครรภ์ระหว่างงานสูติกรรมและงานกุมารเวชกรรม จึงควรหาข้อสรุปในเรื่องนี้ต่อไป

ภาพที่ 4    รายงานสรุปผลทารกน้ำหนักน้อย โรงพยาบาลศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์

 

ระยะก่อนคลอด

     หญิงตั้งครรภ์ที่มีประวัติเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด สามารถมารับบริการตรวจครรภ์ได้ทุกวัน ตั้งแต่วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00 -16.00 น. พยาบาลจะประเมินภาวะเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดจากฟอร์ม Preterm risk  ปัจจัยเสี่ยงได้จากหลักฐานระดับคุณภาพของหลักฐานที่นำมาอ้างอิงกำกับคู่ระดับความเชื่อถือของข้อเสนอแนะ 1.2 A เป็นหลักฐานอ้างอิงทีได้จากการศึกษาติดตามไปข้างหน้า (cohort study) สมควรที่จะนำไปประยุกต์ใช้ และนำไปปฏิบัติได้ทันที ปัจจัยเสี่ยงซึ่งแตกต่างจากที่อื่น และถูกระบุไว้ชัดเจน คือ โรคทางปริทันต์ หญิงตั้งครรภ์เมื่อถูกระบุว่ามีความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดจะได้รับการติดสติกเกอร์สีส้ม และระบุชนิดของความเสี่ยงในสมุดฝากครรภ์ (ภาพที่ 5) หลังจากนั้นหญิงตั้งครรภ์ที่เสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดจะถูกบันทึกในสมุดลงทะเบียนเฝ้าระวังทารกเกิดก่อนกำหนดต่อไป

ภาพที่ 5  แบบคัดกรองความเสี่ยง ติดสติกเกอร์สีส้ม และตัวอย่างการระบุความเสี่ยงในสมุดฝากครรภ์

 

     สำหรับการรักษาหญิงตั้งครรภ์ที่เสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด สูติแพทย์จะประเมินสภาพ ร่างกาย ค้นหาปัจจัยเสี่ยง และตรวจอัลตราซาวด์เพื่อ corrected EDC ที่อายุครรภ์ 18 – 20 สัปดาห์  และนัดตรวจครรภ์ทุก 2 สัปดาห์ หรือตามความเหมาะสม หากมีอายุครรภ์มากกว่า 34 สัปดาห์  จะนัดตรวจทุกสัปดาห์ และวางแผนการดูแลเป็นรายบุคคล (ภาพที่ 6) ดังนี้

  1. ประเมินอายุครรภ์ ภาวะสุขภาพทารกในครรภ์ สภาพรกโดยใช้คลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง
  2. ตรวจภายในโดยวิธี sterile speculum examination
  3. ตรวจหาภาวะติดเชื้อ และส่งตรวจหรือเพาะเชื้อในปัสสาวะ
  4. พิจารณาทำ transvaginal ultrasonography เพื่อประเมินสภาพของปากมดลูก เช่น
  5. cervical incompetence และความยาวของปากมดลูก (cervical length) ที่เสี่ยงต่อ
  6. การคลอดก่อนกำหนด
  7. ให้การรักษาภาวะติดเชื้อก่อนอายุครรภ์ 24 สัปดาห์
  8. นัดฝากครรภ์ทุก 2 สัปดาห์ หรือตามความเหมาะสม

ภาพที่ 6   ตัวอย่างแผนการรักษาเป็นรายบุคคล

 

     ความรู้เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่หญิงตั้งครรภ์เสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดควรได้รับ สำหรับโรงพยาบาลศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์ได้เน้นย้ำความรู้เรื่อง อาการเตือน การปฏิบัติตนเพื่อป้องกันภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด และเมื่อมีอาการเตือนคลอดก่อนกำหนด ดังนี้

  1. การให้ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตนของหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเสี่ยงคุณภาพของหลักฐานที่นำมาอ้างอิงกำกับคู่ระดับความเชื่อถือของข้อเสนอแนะ ระดับ 2.1A  เช่น งดใช้สารเสพติดและดื่มสุรา งดการทำงานหนักและพักผ่อนให้มากขึ้น งดการออกกำลังกายที่ใช้แรงมาก และงดการเดินทางไกลที่เป็นกิจวัตร งดเพศสัมพันธ์ หลีกเลี่ยงการกระตุ้นหัวนมหรือการเตรียมหัวนมเมื่ออายุครรภ์ต่ำกว่า 36 สัปดาห์
  2. อาการเตือนของการคลอดก่อนกำหนด ระดับคุณภาพของหลักฐานที่นำมาอ้างอิงกำกับระดับความเชื่อถือของข้อเสนอแนะ 1.3, 2.1A ได้แก่ ปวดบั้นเอว ปวดถ่วงท้องน้อยคล้ายประจำเดือน ปวดหน่วงในอุ้งเชิงกรานร้าวลงขา มีการหดรัดตัวของมดลูกอย่างน้อย 5 ครั้ง/ ชั่วโมง มีมูกปนเลือด น้ำคร่ำ หรือมีเลือดออก มีความรู้สึกที่แตกต่างจากปกติ เช่น พักไม่ได้ หรือกระวนกระวายในสิ่งที่เกิดขึ้น
  3. การปฏิบัติตัวเมื่อพบอาการเตือน ระดับคุณภาพของหลักฐานที่นำมาอ้างอิงกำกับคู่ระดับความเชื่อถือของข้อเสนอแนะ 1.3, 2.1A คือ หากยังไม่มีมูกปนเลือด น้ำคร่ำ หรือมีเลือดออก ให้ปัสสาวะเพื่อให้กระเพาะปัสสาวะว่าง ดื่มน้ำ 1 – 2 แก้ว และหยุดพัก 1 ชั่วโมง หากมีอาการเช่นเดิมหรือไม่ดีขึ้น ให้รีบไปโรงพยาบาลหรือสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน หากมีมูกปนเลือด มีน้ำคร่ำหรือเลือดออกทางช่องคลอด ให้รีบไปโรงพยาบาลหรือสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านทันที

     หญิงตั้งครรภ์ที่เสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดจะได้รับการดูแล ให้ความรู้ ให้คำปรึกษาพร้อมสามี หรือบุคคลในครอบครัว เรื่องอาการเตือนและการปฏิบัติตน แนะนำให้หญิงตั้งครรภ์จดบันทึกจำนวนครั้งของการหดรัดตัวของมดลูก ปริมาณและลักษณะของน้ำคัดหลั่งจากช่องคลอดเมื่อมีอาการเตือน

ผลการดำเนินงาน

ตารางที่ 1   จำนวน และร้อยละหญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการคลอดก่อนกำหนดในโรงพยาบาลศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์  ปี พ.ศ. 2551 - 2554

     จากตารางที่ 1 หญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์ แต่ไม่คลอดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 23.8 ในปี พ.ศ. 2551 เป็นร้อยละ 26.7 ในปี พ.ศ. 2554 พบทารกน้ำหนักน้อย และภาวะขาดออกซิเจนในทารกเกิดก่อนกำหนดน้อยลง  แต่ผลสำเร็จของการยับยั้งภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดกลับลดลงจาก ร้อยละ 92.5   ในปีพ.ศ. 2551 เป็นร้อยละ 73.3  ในปี พ.ศ. 2554 ขณะนี้กลุ่มงานสูตินรีเวชกรรมกำลังจัดเก็บข้อมูลเชิงลึกเพื่อนำวิเคราะห์หาสาเหตุเพื่อปรับปรุงแก้ไขต่อไป จากการนำเสนอในตารางที่ 1 สาเหตุดังกล่าวอาจเกิดจากหญิงที่มีอาการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดซึ่งได้รับการฝากครรภ์ในโรงพยาบาลชุมชนหรือสถานพยาบาลอื่นมารับการคลอดในโรงพยาบาลศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์เพิ่มขึ้น (ร้อยละ 3.6 ในปี พ.ศ.2551 เป็นร้อยละ 4.4 และ 10.0 ในปี พ.ศ.2553 และปี พ.ศ.2554) เป็นต้น

ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

  1. แนวทางปฏิบัติทางคลินิกและความรู้ที่นำมาใช้ป้องกันการคลอดก่อนกำหนด ได้จากการสืบค้นจากหลักฐานเชิงประจักษ์ที่พิสูจน์ว่าเชื่อถือได้ และมีผลการรักษาที่ดี
  2. แนวทางปฏิบัติครอบคลุมผู้รับบริการ ทำให้ลดโอกาสของการคลอดก่อนกำหนด
  3. ได้ทำการปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงระบบให้บริการหญิงตั้งครรภ์ ณ ห้องคลอดเพื่อให้เกิดความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง
  4. มีระบบติดตามผลการรักษาของหญิงตั้งครรภ์คลอดก่อนกำหนดเชื่อมโยงเป็นระบบ ตั้งแต่หน่วยฝากครรภ์ ห้องคลอด หอผู้ป่วยหลังคลอด และหอผู้ป่วยทารกแรกเกิด
  5. มีการทบทวนระบบส่งต่อหญิงตั้งครรภ์เจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด ในเขตจังหวัดเชียงราย