ผลสำเร็จของการยับยั้งการคลอดก่อนกำหนดของโรงพยาบาลรามาธิบดี

ผลสำเร็จของการยับยั้งการคลอดก่อนกำหนดของโรงพยาบาลรามาธิบดี


พัญญู พันธ์บูรณะ

 

ความสำคัญ

     การคลอดก่อนกำหนด เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญ เพราะเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของทารกแรกเกิดที่พบบ่อย ในประเทศที่พัฒนาแล้ว อัตราการเสียชีวิตของทารกเกิดก่อนกำหนดได้ลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 20 ปี โดยเฉพาะ 5 ปีที่ผ่านมา แต่ในประเทศที่กำลังพัฒนา อัตราการเสียชีวิต จากสาเหตุนี้ยังสูงมาก เช่นเดียวกับประเทศไทย ที่พบว่าการคลอดก่อนกำหนดยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของทารกปริกำเนิดที่สำคัญ เมื่อจำแนกสาเหตุการตายของทารกในโรงพยาบาลรามาธิบดีโดยวิธีWiggleworth พบ ภาวะคลอดก่อนกำหนดเป็นสาเหตุการตายของทารกปริกำเนิดช่วงปี พ.ศ.2530-2539 และ พ.ศ.2540-2550 เท่ากับ 0.71 ต่อการมีชีพ 1,000  คน และ 0.49 ต่อการเกิดมีชีพ 1,000 คน ตามลำดับ และยังพบว่าทารกที่เสียชีวิตในช่วง 7 วันแรก เป็นทารกน้ำหนักน้อยเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าการดูแลทารกน้ำหนักน้อยจำเป็นต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง นำมาซึ่งภาระทางเศรษฐกิจต่อทั้งครอบครัว สังคม และระบบสาธารณสุขของประเทศ ทางโรงพยาบาลรามาธิบดีได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ จึงได้จัดทำคำแนะนำซึ่งใช้เป็นแนวทางสำหรับการดูแลภาวะการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด เพื่อให้สอดคล้องกับคำแนะนำของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย

นิยาม

  1. การคลอดก่อนกำหนด (preterm birth) หมายถึง การคลอดทารกตั้งแต่อายุครรภ์ 24 สัปดาห์* ถึงอายุครรภ์ก่อน 37 สัปดาห์ (259 วัน)
  2. การเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด (preterm labour) หมายถึง การเจ็บครรภ์คลอดที่มีการหดรัดตัวของมดลูกอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งมีผลทำให้เกิดการบางตัวลง และ / หรือการขยายตัวของปากมดลูกตั้งแต่อายุครรภ์ 24 สัปดาห์* ถึงอายุครรภ์ก่อน 37 สัปดาห์ (259 วัน)
  3. ภาวะถุงน้ำคร่ำรั่วก่อนกำหนด (preterm premature rupture of membranes) หมายถึง ภาวะถุงน้ำคร่ำรั่วก่อนการเจ็บครรภ์ ตั้งแต่อายุครรภ์ 24 สัปดาห์* ถึงอายุครรภ์ก่อน 37 สัปดาห์ (259 วัน)
  4. ทารกน้ำหนักน้อย คือ ทารกที่มีน้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่า 2,500 กรัม

* การเกิดมีชีพของทารก (viability) ในแต่ละสถาบันอาจแตกต่างกันไป สำหรับในประเทศไทยให้นับตั้งแต่อายุครรภ์ 28 สัปดาห์ หรือมีน้ำหนักแรกเกิดตั้งแต่ 1,000 กรัม ขึ้นไป ในกรณีที่ไม่ทราบอายุครรภ์แน่นอน  ทางโรงพยาบาลรามาธิบดีตกลงใช้อายุครรภ์ตั้งแต่ 24 สัปดาห์ หรือน้ำหนักตั้งแต่ 600 กรัม ขึ้นไป

 

การวินิจฉัย

หลักการวินิจฉัยภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด (ตั้งแต่อายุครรภ์ 24 สัปดาห์จนถึงอายุครรภ์ก่อน 37 สัปดาห์; 259 วัน) มีดังนี้

  1. มดลูกมีการหดรัดสม่ำเสมอ 4 ครั้งใน 20 นาที หรือ 8 ครั้งใน 60 นาที ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของปากมดลูกอย่างต่อเนื่อง
  2. ปากมดลูกเปิดเท่ากับ 1 ซม.หรือ มากกว่า
  3. ปากมดลูกบางตัวลงเท่ากับร้อยละ 80 หรือ มากกว่า

การพยากรณ์การเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด (prediction of labour)

     ปัจจุบันการพยากรณ์หรือการคาดคะเนโอกาสเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด เมื่อพิจารณาตามหลักฐานเชิงประจักษ์แสดงในตารางที่ 1 (รายละเอียดในภาคผนวก) และสรุปขั้นตอนการประเมินโอกาสเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดแสดงในแผนภูมิที่ 1

ตารางที่ 1 หลักฐานเชิงประจักษ์ที่เกี่ยวข้องกับการพยากรณ์โอกาสเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด

แผนภูมิที่ 1 แสดงขั้นตอนการประเมินโอกาสเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด

 

การป้องกันการคลอดก่อนกำหนด

หลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับมาตรการการป้องกันการคลอดก่อนกำหนดแสดงในตารางที่ 2 และ 3

ตารางที่ 2  หลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวข้องกับมาตรการการป้องกันการคลอดก่อนกำหนดที่มีประสิทธิภาพ

ตารางที่ 3   หลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวข้องกับมาตรการการป้องกันการคลอดก่อนกำหนดที่ไม่มีประสิทธิภาพ

แผนภูมิที่  2  สรุปมาตรการที่ช่วยป้องกันการคลอดก่อนกำหนด

 

การดูแลรักษาสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด (แผนภูมิที่ 3)

  1. การดูแลรักษาสตรีตั้งครรภ์ที่เจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด มีคำแนะนำ ดังนี้
    1. ให้การวินิจฉัยภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดที่แน่นอน และแม่นยำ
    2. รับสตรีตั้งครรภ์เข้ารับการดูแลรักษาในโรงพยาบาล
    3. ประเมินอายุครรภ์ น้ำหนักทารก ตลอดจนท่าและส่วนนำของทารกในครรภ์
    4. ประเมินสุขภาพมารดา ได้แก่ ความดันโลหิต อุณหภูมิกาย อัตราหายใจ การตรวจครรภ์ และการตรวจร่างกายทั่วไปเบื้องต้น
    5. ประเมินสุขภาพของทารกในครรภ์ด้วยการฟังอัตราหัวใจด้วยหูฟัง ใช้เครื่อง Doptone หรือ Cardiotocography (CTG) ร่วมกับตรวจการหดรัดตัวของมดลูก
    6. ประเมินหาสาเหตุของการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด

1.6.1  ควรทำการเพาะเชื้อจากปากช่องคลอดและทางทวารหนัก (ano-vaginal swab culture) ในโรงพยาบาลที่มีความพร้อมทางห้องปฏิบัติการ

1.6.2  การเก็บปัสสาวะส่งตรวจและเพาะเชื้อ

1.6.3  การเจาะเลือด complete blood count

1.6.4  การทำอัลตร้าซาวนด์ดูความผิดปกติของทารก ท่าและส่วนนำของทารก  ปริมาณน้ำคร่ำ สภาพรก ตลอดจนตัวมดลูก และอาจรวมถึงรังไข่ทั้งสองข้าง

1.6.5  หาสาเหตุทางมารดา ได้แก่ ภาวะความดันโลหิตสูง ไข้ การติดเชื้อแทรกซ้อนต่างๆ โรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคภูมิต้านทานบกพร่อง ตลอดจนโรคประจำตัวที่อาจเป็นสาเหตุ

1.7  ให้ข้อมูลหญิงตั้งครรภ์เบื้องต้นเกี่ยวกับอาการและอาการแสดงของโรค ตลอดจนขั้นตอนการรักษา ภาวะแทรกซ้อนจากยา และการปฏิบัติตนขณะอยู่ในโรงพยาบาล

1.8  แจ้งให้ผู้ดูแลการคลอดก่อนกำหนด ได้แก่ สูติแพทย์ กุมารแพทย์ พยาบาลห้องคลอด และพยาบาลหน่วยทารกแรกเกิด ให้รับทราบล่วงหน้า

แผนภูมิที่ 3 แนวทางการดูแลสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด

 

2. กรณีที่สตรีตั้งครรภ์มีอายุครรภ์เท่ากับ 34 สัปดาห์ หรือมากกว่า

เนื่องจากอวัยวะต่างๆ ของทารกในครรภ์มีการเจริญเติบโตดีพอควร ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น respiratory distress syndrome ภาวะลำไส้เน่าเปื่อย และภาวะเลือดออกในโพรงสมอง น้อยกว่าทารกอายุครรภ์น้อยกว่า 34 สัปดาห์  ให้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กล่าวมา (8 หัวข้อ) ร่วมกับ

  1. งดน้ำ และอาหารทางปาก
  2. ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำโดยใช้เข็มขนาดใหญ่พอที่จะให้เลือดได้
  3. ตรวจวัดการหดรัดตัวของมดลูกอย่างใกล้ชิด โดยอาจใช้เครื่อง Cardiotocography
  4. เฝ้าระวังสุขภาพของทารกในครรภ์ด้วยการฟังอัตราหัวใจสัมพันธ์กับการหดรัดตัวของมดลูก
  5. เฝ้าระวังดูสัญญาณชีพตลอดจนอาการทั่วไปของมารดาอย่างใกล้ชิด
  6. ให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อ Group B streptococcus (GBS)13 ดังมีรายละเอียดในภาคผนวก
  7. ไม่ให้ยายับยั้งการหดรัดตัวของมดลูก
  8. ไม่ให้ยาสเตียรอยด์
  9. เฝ้าประเมินความก้าวหน้าของการคลอดตลอดจนส่วนนำของทารกในครรภ์ ในกรณีที่การคลอดดำเนินต่อไป ให้พิจารณาวิธีการคลอดที่เหมาะสม ตลอดจนแจ้งคณะผู้ดูแลการคลอดก่อนกำหนดให้เตรียมความพร้อมสำหรับการคลอดก่อนกำหนดที่จะเกิดขึ้น
  10. วิธีการคลอด: ให้การดูแลอย่างใกล้ชิดในขณะเบ่งคลอด โดยตัดฝีเย็บให้กว้างพอเพื่อลดแรงเสียดทานซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อทารกแรกเกิด เช่น ภาวะเลือดออกในโพรงสมอง ในกรณีที่มีส่วนนำเป็นก้น และประเมินน้ำหนักมากกว่า 2,000 กรัม สามารถพิจารณาทำผ่าตัดคลอดหรือคลอดทางช่องคลอดได้โดยใช้ Piper Forceps คลอดศรีษะ ในกรณีที่น้ำหนักทารกที่มีก้นเป็นส่วนนำน้อยกว่า 2,000 กรัม เช่น ในกรณีที่มี fetal growth restriction (FGR) อาจคลอดทางช่องคลอดลำบาก มีโอกาสติดศีรษะสูง การผ่าตัดคลอดน่าจะเป็นวิธีที่เหมาะสมกว่า
  11. แนวทางการดูแลหลังคลอด
    1.  ด้านทารก: ภายหลังเกิด เมื่อดูแลเบื้องต้นที่ห้องคลอดเรียบร้อยแล้ว ให้ย้ายไปอยู่ในความดูแลของกุมารแพทย์อย่างใกล้ชิด โดยขึ้นกับน้ำหนักของทารกเป็นสำคัญ
    2.  ด้านมารดา: ให้การดูแลหลังคลอดตามปกติ สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมมารดาโดยพิจารณาเป็นราย ๆ ขึ้นกับสภาพ น้ำหนัก และสภาวะของทารกแรกเกิด

3. กรณีที่สตรีตั้งครรภ์มีอายุครรภ์น้อยกว่า 34 สัปดาห์

ให้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กล่าวมา (8 หัวข้อ) ร่วมกับ

  1. งดน้ำและอาหารทางปาก
  2. ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำโดยใช้เข็มขนาดใหญ่พอที่จะให้เลือดได้
  3. ตรวจวัดการหดรัดตัวของมดลูกอย่างใกล้ชิด โดยอาจใช้เครื่อง Cardiotocography
  4. เฝ้าระวังสุขภาพของทารกในครรภ์ด้วยการฟังอัตราหัวใจทารกสัมพันธ์กับการหดรัดตัวของมดลูก
  5. เฝ้าระวังดูอาการแสดงชีพตลอดจนอาการทั่วไปของมารดาอย่างใกล้ชิด
  6. ให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อ GBS ดังรายละเอียดในภาคผนวก
  7. ให้ยายับยั้งการหดรัดตัวของมดลูก
  8. ระยะก่อนที่จะให้ยายับยั้งการหดรัดตัวของมดลูก
    1. ซักถามประวัติความเจ็บป่วย โรคประจำตัวซึ่งอาจเป็นข้อห้ามของการให้ยายับยั้งการหดรัดตัวของมดลูก
    2. อธิบายให้สตรีตั้งครรภ์รับทราบถึงภาวะแทรกซ้อน หรืออาการที่อาจเกิดขึ้นจากการให้ยา
    3. อาจเจาะเลือดส่งตรวจทางห้องปฎิบัติการอีกครั้ง ในกรณีที่ไม่ได้ส่งตั้งแต่แรก เช่น electrolytes, blood sugar, BUN, creatinine เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของยา และโรคประจำตัวของผู้ป่วย
  9. ขณะได้รับยายั้บยั้งการหดรัดตัวของมดลูก
    1. ประเมินการหดรัดตัวของมดลูกอย่างใกล้ชิด และปรับขนาดของยาตามความเหมาะสม
    2. ประเมินสุขภาพของทารกในครรภ์โดยการฟังอัตราหัวใจ สัมพันธ์กับการหดรัดตัวของมดลูก
    3. ประเมินสัญาณชีพ และอาการทั่วไปของสตรีตั้งครรภ์เป็นระยะ
    4. สามารถคงขนาดของยาที่ใช้สักระยะ เมื่อการหดรัดตัวของมดลูกเริ่มหายไป
    5. ในกรณีที่เกิดภาวะแทรกซ้อนอาจจำเป็นต้องหยุดยา หรือลดขนาดของยาลง หรือเปลี่ยนใช้ยาชนิดอื่น
    6. ในกรณีที่ทารกเกิดภาวะคับขัน (nonresassuring fetal status)  อาจจำเป็นต้องหยุดยา หรือลดขนาดยา และให้การช่วยเหลือเบื้องต้น ได้แก่ นอนตะแคงซ้าย ให้ออกซิเจน และแจ้งให้สูติแพทย์และกุมารแพทย์ให้ทราบโดยด่วน
    7. ทำการบันทึก intake/output ตลอดระยะเวลาการให้ยา
  10. ภายหลังการยับยั้งการหดรัดตัวของมดลูก : หลังจากที่มดลูกหยุดการหดรัดตัว อย่างน้อย 24 ชั่วโมง สามารถลดขนาดของยา หรือหยุดยาได้ตามชนิดของยานั้น ๆ
    1. ให้ยาสเตียรอยด์แบบครั้งเดียว (single course)
    2. ในกรณีที่ไม่สามารถยับยั้งการหดรัดตัวของมดลูก ให้เฝ้าประเมินความก้าวหน้าของการคลอดตลอดจนส่วนนำของทารกในครรภ์ ให้พิจารณาวิธีการคลอดที่เหมาะสม ตลอดจนแจ้งคณะผู้ดูแลดังกล่าวข้างต้นให้เตรียมพร้อมสำหรับการดูแลการคลอดก่อนกำหนด
    3. วิธีการคลอด: ให้การดูแลอย่างใกล้ชิดในขณะเบ่งคลอด โดยตัดฝีเย็บให้กว้างพอเพื่อลดแรงเสียดทานซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อทารก เช่น ภาวะเลือดออกในโพรงสมอง ในกรณีที่เป็นที่มีก้นเป็นส่วนนำและประเมินน้ำหนักมากกว่า 2,000 กรัม สามารถพิจารณาผ่าตัดคลอดหรือคลอดทางช่องคลอดโดยใช้ Piper Forceps คลอดศีรษะ ในกรณีที่น้ำหนักทารกที่มีก้นเป็นส่วนนำน้อยกว่า 2,000 กรัม  อาจคลอดลำบาก มีโอกาสติดศีรษะสูง การผ่าตัดคลอดน่าจะเป็นวิธีการคลอดที่ดีกว่า
    4. แนวทางการดูแลหลังคลอด
  11. ด้านทารก : เมื่อให้การดูแลเบื้องต้นที่ห้องคลอดเรียบร้อยแล้ว ให้ย้ายไปอยู่ในความดูแลของกุมารแพทย์อย่างใกล้ชิดต่อไป ขึ้นกับน้ำหนัก และสุขภาพของทารกเป็นสำคัญ
  12. ด้านมารดา : ให้การดูแลหลังคลอดตามปกติ สามารถเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดาโดยพิจารณาเป็นราย ๆ ขึ้นกับน้ำหนักและสุขภาพของทารก และควรเฝ้าระวังภาวะการตกเลือดหลังคลอดเนื่องจากการหดรัดตัวของมดลูกไม่ดีหลังจากที่หยุดยายั้บยั้งการหดรัดตัวของมดลูกไม่นาน

ภาวะถุงน้ำคร่ำรั่วก่อนกำหนด (preterm premature rupture of membranes; PPROM)

การดูแลภาวะถุงน้ำคร่ำรั่วก่อนกำหนด มีคำแนะนำดังนี้  (แผนภูมิที่ 4)

การดูแลภาวะถุงน้ำคร่ำรั่วก่อนกำหนด มีคำแนะนำดังนี้13-15 (แผนภูมิที่ 4)

  1. ให้การวินิจฉัยภาวะน้ำเดินโดย sterile speculum examination
  2. ไม่ตรวจภายในด้วยนิ้วมือ หรือสวนอุจจาระ
  3. รับสตรีตั้งครรภ์เข้ารับการดูแลรักษาในโรงพยาบาล
  4. ประเมินอายุครรภ์และน้ำหนัก ตลอดจนท่าและส่วนนำของทารกในครรภ์ ในกรณีที่อายุครรภ์เท่ากับ 34 สัปดาห์ หรือมากกว่า สามารถชักนำการคลอดได้ โดยเฉพาะในกรณีที่มีน้ำเดินเกิน 12 ชั่วโมง ส่วนในกรณีที่อายุครรภ์น้อยกว่า 34 สัปดาห์ และให้การดูแลแบบ expectant สำหรับในสถานพยาบาลที่ไม่สามารถให้การดูแลทารกน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม แนะนำให้ส่งต่อสตรีตั้งครรภ์ไปยังสถานพยาบาลที่สามารถดูแลทารกน้ำหนักน้อย
  5. ประเมินสุขภาพสตรีตั้งครรภ์ ได้แก่ ชีพจร ความดันโลหิต อุณหภูมิกาย อัตราหายใจ การตรวจครรภ์ และการตรวจร่างกายทั่วไปเบื้องต้น
  6. ประเมินสุขภาพของทารกในครรภ์โดยการฟังอัตราหัวใจทารกด้วยหูฟัง Doptone หรือ Cardiotocography ร่วมกับการหดรัดตัวของมดลูก
  7. ประเมินหาสาเหตุของการมีน้ำเดินก่อนกำหนด
    1. ควรทำการเพาะเชื้อจากทวารหนักและช่องคลอด (ano-vaginal swab culture) ในโรงพยาบาลที่มีความพร้อมทางห้องปฏิบัติการ
    2. เก็บปัสสาวะส่งตรวจ และเพาะเชื้อ
    3. เจาะตรวจเลือด complete blood count
    4. การทำอัลตร้าซาวนด์ดูความผิดปกติ ท่า และส่วนนำของทารก ปริมาณน้ำคร่ำ สภาพรก ตลอดจนตัวมดลูก และอาจรวมถึงรังไข่ทั้งสองข้าง
    5. หาสาเหตุทางมารดา ได้แก่ ภาวะความดันโลหิตสูง ไข้ และการติดเชื้อ เป็นต้น
  8. ให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
    1. ในกรณีที่ตัดสินให้คลอด แนะนำให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อ GBS
    2. ให้การดูแลแบบ expectant แนะนำให้ยาปฎิชีวนะ ดังรายละเอียดในภาคผนวก
    3. ในกรณีที่มีถุงน้ำคร่ำติดเชื้อ แนะนำให้คลอด และสมควรต้องให้ยาปฏิชีวนะชนิด broad spectrum
  9. ในกรณีที่อายุครรภ์ตั้งแต่ 24-33 สัปดาห์ ให้การดูแลแบบ expectant โดยตรวจสัญญาณชีพ CBC ทุกวัน และตรวจ fetal surveillance ตรวจอัลตร้าซาวนด์เพื่อวัดปริมาณน้ำคร่ำ   สัปดาห์ละสองครั้ง ให้สารสเตียรอยด์แบบครั้งเดียว และให้คลอดเมื่อตรวจพบว่ามีถุงน้ำคร่ำติดเชื้อ nonreassuring fetal testing, placental abruption, advanced labour หรือเมื่ออายุครรภ์ถึง   34  สัปดาห์
  10. ในกรณีที่อายุครรภ์ 34-37 สัปดาห์ แนะนำให้คลอดเพราะส่วนใหญ่ปอดของทารกมีการเจริญดีแล้ว สำหรับสถานพยาบาลที่ไม่สามารถให้การดูแลทารกน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม แนะนำให้ส่งต่อสตรีตั้งครรภ์ไปยังสถานพยาบาลที่สามารถดูแลทารกน้ำหนักน้อยน้อย                                                                                 
  11. แจ้งให้คณะผู้ดูแลการคลอดก่อนกำหนด ได้แก่ สูติแพทย์ กุมารแพทย์ พยาบาล    ห้องคลอด และพยาบาลหน่วยทารกแรกเกิด ให้รับทราบล่วงหน้ากรณีที่คาดว่าจะมีการคลอดก่อนกำหนด
  12. ผู้ป่วยตั้งครรภ์จะได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน เมื่อ
    1. ผู้ป่วยได้รับความยินยอมจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะพิจารณาเป็นรายๆ ไป
    2. สามารถติดตามเฝ้าระวังสุขภาพมารดา และทารกในครรภ์ภายใน 72 ชั่วโมง หลังออกจากโรงพยาบาล
    3. ผู้ป่วยเข้าใจดีถึงอาการ และอาการแสดงของ
    4. ผู้ป่วยสามารถวัดอุณหภูมิได้วันละสองครั้ง
    5. ผู้ป่วยสามารถมาพบแพทย์ตามนัดได้                                                         

แผนภูมิที่ 4 แนวทางการดูแลสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะถุงน้ำคร่ำรั่วก่อนกำหนด

 

สรุป แนวทางการดูแลรักษาภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดของโรงพยาบาลรามาธิบดี มีดังนี้

  1. การเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดต้องได้รับการวินิจฉัยที่แน่นอน
  2. ค้นหาสาเหตุของการเกิดภาวะนี้ร่วมกับประเมินอายุครรภ์ น้ำหนักทารก และสภาพของทารกในครรภ์
  3. เลือกให้ยาระงับการหดรัดตัวของมดลูกที่เหมาะสม
  4. ใช้ยาสเตียรอยด์แบบครั้งเดียว (single course)
  5. ให้ยาปฎิชีวนะในขณะคลอดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ GBS
  6. ให้การดูแลมารดาและทารกในครรภ์อย่างใกล้ชิด
  7. เลือกสถานที่คลอดที่เหมาะสม โดย intra-uterine transfer ย่อมดีกว่า  neonatal transfer
  8. เลือกวิธีการคลอดที่เหมาะสม
  9. ต้องการกุมารแพทย์ที่ชำนาญด้านการดูแลรักษาทารกเกิดก่อนกำหนด