บูรณาการระบบส่งเสริมสุขภาพและบริการสุขภาพมารดาและทารกในเขตกรุงเทพมหานคร

บูรณาการระบบส่งเสริมสุขภาพและบริการสุขภาพมารดาและทารก

ในเขตกรุงเทพมหานคร


สิทธิสัตย์  เจียมวงศ์แพทย์

 

     จากพระปณิธานของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ที่ทรงมีพระประสงค์ให้สถาบันครอบครัวในสังคมไทย มีความรัก ความอบอุ่น ให้เด็กได้รับการเลี้ยงดูที่ดี โดยมีจุดเริ่มต้นจากการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพื่อให้แม่ได้รับการดูแลที่ดีตั้งแต่ขณะเริ่มตั้งครรภ์ จนกระทั่งคลอด และเด็กได้รับการเลี้ยงดูอย่างถูกต้อง อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี มีการเจริญเติบโตและพัฒนาการสมวัย มีสุขภาพจิตที่ดี โดยเริ่มต้นจาก “โครงการสายใยรักแห่งครอบครัว”  ซึ่งเป็นการพัฒนาความสัมพันธ์ของแม่และลูก เชื่อมโยงต่อเนื่องสู่สมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัว ชุมชน และสังคม

    ถึงแม้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพมารดาและทารกมาโดยตลอด ทำให้สุขภาพมารดาและทารกวัยแรกเกิดดีขึ้นเป็นลำดับ แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าปัญหาเรื่องมารดาทำแท้งหรือทารกถูกทอดทิ้งมีแนวโน้มสูงขึ้นดังปรากฏในสื่อต่างๆ กรุงเทพมหานครเห็นความสำคัญในเรื่องดังกล่าว ประกอบกับเพื่อเป็นการสนองพระปณิธานของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในการส่งเสริมสุขภาพและบริการสุขภาพมารดาและทารก จึงได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์การส่งเสริมคุณภาพชีวิตในเชิงรุกและจิตสำนึกด้านศิลปวัฒนธรรม ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 การปรับปรุงคุณภาพมาตรฐานสถานพยาบาล และเพิ่มการให้บริการโดยเน้นความรวดเร็ว ทันเวลา และทั่วถึง โดยการสนับสนุนในโรงพยาบาลและศูนย์บริการสาธารณสุขทุกแห่งของกรุงเทพมหานคร ดำเนินการตามโครงการสายใยรักแห่งครอบครัว เพื่อให้สถานบริการมีการจัดระบบบริการที่ได้มาตรฐานตามกระบวนการคุณภาพ ตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์ ระยะคลอด หลังคลอด การเลี้ยงดูบุตรตั้งแต่แรกเกิดถึง 5 ปี จึงได้กำหนดมาตรฐานการดำเนินงานไว้ 6 เรื่อง คือ

  1. โรงพยาบาลสายสัมพันธ์แม่ – ลูก
  2. โรงพยาบาลลูกเกิดรอด แม่ปลอดภัย
  3. คลินิกนมแม่หรือมุมให้นมแม่
  4. โรงเรียนพ่อแม่
  5. คลินิกส่งเสริมโภชนาการ และพัฒนาการเด็ก
  6. ชมรมสายใยรักแห่งครอบครัว

     อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการดูแลสุขภาพมารดาและทารกในระยะต่างๆ แล้ว จะเห็นได้ว่า ปัญหาภาวะคลอดก่อนกำหนด เป็นปัญหาทางการแพทย์และสาธารณสุขของไทยประการหนึ่งที่จะมองข้ามไม่ได้ โดยปัจจุบันอุบัติการณ์ของภาวะคลอดก่อนกำหนดในประเทศไทย พบได้ร้อยละ 7-10 และสำหรับโรงพยาบาลในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีอุบัติการณ์ร้อยละ 10-14 นับว่าเป็นอัตราที่สูงมาก รัฐบาลควรพิจารณาหาทางแก้ไขและสนับสนุน เพื่อลดความรุนแรงของปัญหาดังกล่าว

     สำหรับด้านการแพทย์และสาธารณสุข เราต้องนำ การบูรณาการส่งเสริมสุขภาพมารดาและทารกในครรภ์มาแก้ไขปัญหาภาวะคลอดก่อนกำหนด โดยต้องพิจารณาถึงสาเหตุหลักๆ ดังนี้

  1. การตั้งครรภ์ที่ไม่ปรารถนา
  2. สุขภาพมารดาไม่แข็งแรง มีโรคประจำตัว
  3. ขาดความรู้ในการเตรียมตัวเป็นมารดา
  4. ทารกในครรภ์ไม่สมประกอบ
  5. อุบัติเหตุต่าง ๆ ที่กระทบต่อการตั้งครรภ์

     ดังนั้น จึงควรพิจารณาในรายละเอียดของสาเหตุข้างต้น เพื่อหาทางแก้ไขปรับปรุงในแต่ละประเด็น จึงสามารถลดอุบัติการณ์ภาวะคลอดก่อนกำหนดได้

การตั้งครรภ์ที่ไม่ปรารถนา

     ส่วนมากเป็นสตรีวัยรุ่นในวัยเรียน ยังไม่พร้อมที่จะมีบุตร หรือมีปัญหาครอบครัวแตกแยก ปฏิเสธการตั้งครรภ์ ดังนั้น จึงพยายามปิดบังซ่อนเร้นด้วยการใส่เสื้อผ้ารัด ๆ หาโอกาสทำแท้ง หรือไม่ให้ความสนใจกับการสร้างเสริมสุขภาพตนเองเพื่อให้ทารกในครรภ์แข็งแรง ไม่มีการฝากครรภ์ตามกำหนด ทำให้มีโอกาสเกิดภาวะคลอดก่อนกำหนด (สถิติปี พ.ศ.2550 ประเทศไทยมี 10 ล้านกว่าครอบครัวที่อยู่เป็นคู่ มีการหย่าร้าง 10 คู่ต่อชั่วโมง และมีครอบครัวแตกแยกประมาณร้อยละ 20 หรือ 2.4 ล้านครอบครัว)

     ในประเด็นนี้ต้องแก้ไขด้วยการเน้นให้รักษาวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ให้รักนวลสงวนตัว ในขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาการสอนเพศศึกษาในโรงเรียน ให้เข้าใจการป้องกันตนเองไม่ให้ตั้งครรภ์ และส่งเสริมให้มีครอบครัวอบอุ่น มีนักจิตวิทยา และนักสังคมสงเคราะห์ช่วยให้คำปรึกษาแนะนำแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างทันท่วงที ไม่ให้ปัญหาบานปลาย

สุขภาพมารดาไม่แข็งแรง มีโรคประจำตัว

     สตรีตั้งครรภ์หลายคนไม่เคยทราบมาก่อนว่ามีโรคประจำตัวที่เป็นอุปสรรคต่อการตั้งครรภ์ จนกว่าจะไปฝากครรภ์ อาทิ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคเลือด โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคทางพันธุกรรมบางอย่าง ฯลฯ ทำให้มีโอกาสเกิดภาวะคลอดก่อนกำหนด หากไม่ดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดจากสูตินรีแพทย์

     ในประเด็นนี้ต้องแก้ไขด้วยวิธีการเน้นการตรวจสุขภาพคู่สมรสก่อนแต่งงาน เพื่อหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง จนกว่าจะควบคุมสถานการณ์ของโรคประจำตัวให้อยู่ในภาวะปกติหรือหากโรคนั้นรุนแรงเกินกว่าที่จะปล่อยให้มีบุตร ก็ควรเปลี่ยนแนวคิดที่จะมีบุตรของตนเองไปเป็นการรับบุตรบุญธรรม เพื่อชีวิตครอบครัวที่เป็นสุข ดีกว่ามีบุตรที่เกิดมาไม่แข็งแรงเป็นภาระของครอบครัวต่อไป

ขาดความรู้ในการเตรียมตัวเป็นมารดา

     คู่สมรสจำนวนมากที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการเตรียมตัวเป็นพ่อแม่ เนื่องจากไม่เคยใส่ใจค้นหาความรู้จากตำรามาอ่าน ไม่ได้อยู่กับผู้ปกครองที่มีประสบการณ์ หรือไม่กล้าขอคำปรึกษากับผู้รู้ เวลามีปัญหาการตั้งครรภ์จึงแก้ไขไม่ถูกต้อง

     ในประเด็นนี้ ต้องแก้ไขด้วยวิธีการประชาสัมพันธ์ การให้สุขศึกษา การให้ความรู้ผ่านสื่อมวลชนต่างๆ เพื่อการรณรงค์ให้มีการฝากครรภ์ตั้งแต่ทราบว่าตนเองขาดประจำเดือนหลังมีการร่วมเพศ เปิดโอกาสให้เข้าถึงคลินิกฝากครรภ์ทุกราย ไม่ว่าจะมีเงินหรือไม่มี ซึ่งขณะนี้บัตรประกันสุขภาพ (บัตรทอง) และประกันสังคม ช่วยลดปัญหาเรื่องไม่มีเงินได้มาก นอกจากนี้ การเปิด โรงเรียนพ่อแม่ หรือการนัดสามีมาพร้อมกับภรรยาในคลินิกฝากครรภ์ เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ที่จะเป็นพ่อแม่ต่อไป การมีพยาบาลประจำครอบครัว และอาสาสมัครสาธารณสุขในชุมชน จะทำให้การดูแลหญิงมีครรภ์ได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เชื่อว่าทารกเกิดก่อนกำหนดจะลดไปได้ในอนาคต

ทารกในครรภ์ไม่สมประกอบ

     ส่วนใหญ่มาจากพันธุกรรม และโรคประจำตัวของพ่อแม่ที่ถ่ายทอดมายังทารก เป็นเหตุให้ทารกในครรภ์ไม่สมประกอบ และเป็นอุปสรรคต่อการตั้งครรภ์จนครบกำหนดหรือเกิดทารกพิการหรืออุบัติการณ์ตายคลอดเพิ่มขึ้น

     ในประเด็นนี้ต้องแก้ไขด้วยวิธีการเน้นการตรวจสุขภาพคู่สมรสก่อนแต่งงาน เพื่อหลีก เลี่ยงโรคทางพันธุกรรมบางอย่างที่ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการมีทารกไม่สมประกอบ การศึกษา DNA ใน เซลล์หรือการดูภาพทารกจากการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง  (ultrasonography)  เพื่อการวินิจฉัย ที่รวดเร็ว แพทย์จะช่วยตัดสินใจเพื่อยุติการตั้งครรภ์นั้นได้

อุบัติเหตุต่างๆ ที่กระทบต่อการตั้งครรภ์

     ปัจจุบันพบว่าหญิงตั้งครรภ์จำนวนหนึ่งมักจะประสบอุบัติเหตุต่างๆ จากการจราจร โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์หรือจากการประกอบอาชีพการงานที่เสี่ยงต่อความปลอดภัยของสุขภาพครรภ์ จนเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะคลอดก่อนกำหนด

    ในประเด็นนี้ต้องแก้ไขด้วยวิธีการสร้างพฤติกรรมการขับขี่ยานพาหนะที่ปลอดภัย และการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างมีประสิทธิภาพ หรือการสร้างนิสัยปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยในอาชีพการงานที่ทำอยู่ อย่าประมาทละเลยเป็นอันขาด อนึ่ง การอนุญาตให้หญิงมีครรภ์พักงานเพื่อเตรียมตัวคลอดล่วงหน้า 3 เดือน (ตั้งครรภ์ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป) น่าจะเป็นมาตรการส่งเสริมสุขภาพมารดาและทารกในครรภ์ที่ดี รัฐบาล กิจการเอกชน และองค์กรต่างๆ ควรให้การสนับสนุน

     จากสาเหตุทารกคลอดก่อนกำหนดดังกล่าวข้างต้น การบูรณาการส่งเสริมสุขภาพมารดาและทารกในครรภ์ เพื่อแก้ไขปัญหานี้ จึงจำเป็นต้องอาศัยหน่วยงานต่างๆ ทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจังและจริงใจ โดยไม่คำนึงถึงชั้นวรรณะ หรือสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม ส่วนปัญหาการดูแลทารกคลอดก่อนกำหนดในสถานพยาบาล เนื่องจากขาดทรัพยากรบุคคล และเครื่องมือแพทย์ เวชภัณฑ์ อาทิ ตู้อบทารก (incubator) เป็นสิ่งที่รัฐบาลและองค์กรที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณาดำเนินการแก้ไข จะด้วยวิธีการตั้งศูนย์ดูแลทารกเกิดก่อนกำหนด เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการรับส่งทารกเกิดก่อนกำหนดจากสถานที่คลอดไปสู่สถานพยาบาลที่มีความพร้อม หรือการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ฯลฯ

     เพื่อเป็นการส่งเสริมสุขภาพและบริการสุขภาพมารดาและทารก กรุงเทพมหานครได้มีการบูรณาการระบบส่งเสริมสุขภาพและบริการสุขภาพมารดาและทารก ระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องของสำนักการแพทย์และสำนักอนามัย โดยมีแนวทางการดำเนินงานดังนี้

  1. โรงพยาบาลสายสัมพันธ์แม่-ลูก
         ปัจจุบันโรงพยาบาลในสังกัดสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร 7 แห่ง ได้ผ่านการประเมินเป็นโรงพยาบาลสายสัมพันธ์แม่–ลูก ส่วนอีก 2 แห่งซึ่งสร้างขึ้นในภายหลัง ได้แก่ โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ และโรงพยาบาลสิรินธร ก็ได้ดำเนินการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตามแนวทางบันได  10 ขั้นสู่ความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ นอกจากนี้ศูนย์บริการสาธารณสุขทุกแห่ง ได้มีการประกาศนโยบายการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตามแนวทางบันได 10 ขั้น เช่นกัน  โดยให้ถือปฏิบัติตั้งแต่วันที่  5  กรกฎาคม  2548
    คำประกาศนโยบายส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของสำนักอนามัย
         การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เป็นการส่งเสริมให้เด็กมีระดับพัฒนาการที่ดีทั้งร่างกายและสติปัญญาเติบโตขึ้นเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพของชาติ  ซึ่งองค์การอนามัยโลก(WHO)  และองค์การกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ  (Unicef)  ให้คำแนะนำว่า  “เด็กทุกคนควรได้รับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวเป็นระยะเวลา  6  เดือน  และให้นมแม่ต่อเนื่องร่วมกับการให้อาหารเสริมตามวัยที่เหมาะสมจนถึงอายุ  2  ปี  หรือนานกว่านั้น”  จึงขอประกาศนโยบายส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่  สำหรับศูนย์บริการสาธารณสุข  ในสังกัดสำนักอนามัย  กรุงเทพมหานคร  ให้ดำเนินการ  ดังนี้
    1. แต่งตั้งคณะทำงานการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
    2. บุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานด้านอนามัยแม่และเด็กได้รับการฝึกอบรมให้มีความรู้เรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่  และมีการฟื้นฟูความรู้อย่างต่อเนื่อง
    3. หญิงมีครรภ์ทุกรายที่มาฝากครรภ์ได้รับความรู้  และข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมตนเอง
    4. หญิงมีครรภ์ทุกรายที่มาฝากครรภ์ครั้งแรก  ได้รับการตรวจร่างกายและประเมินสภาพหัวนมและลานนม  เพื่อเตรียมความพร้อมในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
    5. หญิงมีครรภ์ทุกรายที่ประเมินพบปัญหาหัวนมและลานนมได้รับการแก้ไข  รวมถึงการติดตามให้คำแนะนำและการช่วยเหลือแม่หลังคลอด  และให้รู้จักการปฏิบัติตัวเพื่อให้ยังคงมีน้ำนม จนสามารถให้การเลี้ยงลูกด้วยนมตนเองได้นานอย่างน้อย  6  เดือน  และให้นมแม่ร่วมกับอาหารที่เหมาะสมตามวัยอย่างต่อเนื่องนาน  2  ปี
    6. จัดให้มีหน่วยบริการให้ความรู้และคำปรึกษาแก่แม่  และสมาชิกในครอบครัว  เพื่อสนับสนุนและแก้ไขปัญหาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่  ระหว่างการเลี้ยงดูบุตรตั้งแต่กลับจากโรงพยาบาล  จนบุตรอายุครบ  2  ปี  รวมถึงการให้คำแนะนำความรู้เรื่องอาหารที่เหมาะสมตามวัย
    7. ไม่จำหน่าย หรือ แจกนมผสม อาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก ขวดนม หัวนมยาง หัวนมหลอก ยกเว้นนมผสม สำหรับทารกที่มารดาไม่สามารถให้นมแม่ เช่น ทารกที่เกิดจากมารดาติดเชื้อเอช ไอ วี / เอดส์  รวมทั้งไม่รับบริจาคหรือซื้อนมผสมในราคาถูก
    8. สื่อสารให้บุคลากรทุกคนรับทราบ  และปฏิบัติตามนโยบายส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
    9. สนับสนุนให้มีการจัดตั้งกลุ่มส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในชุมชน
    10. อบรมให้ความรู้แก่อาสาสมัครสาธารณสุข  เรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างต่อเนื่อง
     

    ทั้งนี้  ให้บุคลากรในศูนย์บริการสาธารณสุขทุกคนรับทราบและถือปฏิบัติ  และให้บริการแก่ประชาชนโดยถือเป็น  “สิทธิ”  ขั้นพื้นฐาน

  2. พัฒนาระบบบริการในคลินิกฝากครรภ์ที่โรงพยาบาล และศูนย์บริการสาธารณสุข ทุกแห่ง เพื่อช่วยให้สตรีตั้งครรภ์และทารกในครรภ์มีสุขภาพที่ดี ป้องกันและรักษาภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ เช่น การคลอดก่อนกำหนด ตลอดจนมีการดูแลการคลอดที่ปลอดภัยและได้รับทารกที่มีสุขภาพแข็งแรง
         สำหรับการจัดบริการด้านสุขภาพของห้องตรวจครรภ์ที่ให้แก่สตรีตั้งครรภ์นั้น ได้มีการ บูรณาการระบบส่งเสริมสุขภาพควบคู่กับการดูแลรักษาในทุกระยะของการตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันโรคหรือภาวะแทรกซ้อน รวมถึงการให้คำปรึกษาแนะนำ และการรักษาที่เหมาะสม โดยจัดการบริการ ดังนี้
    1. การตรวจประเมินเพื่อค้นหาความผิดปกติตั้งแต่เริ่มมาฝากครรภ์ และการให้วัคซีนป้องกันโรค ได้แก่
         1.1 การตรวจคัดกรองทางโลหิตวิทยา
         สตรีตั้งครรภ์ทุกรายจะได้รับการตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจาง และตรวจคัดกรองภาวะพาหะของโรคธาลัสซีเมียเมื่อมารับการฝากครรภ์ครั้งแรก โดยการตรวจความเข้มข้นเลือด การตรวจระดับฮีโมโกลบิน ขนาด และความเปราะของเม็ดเลือดแดง และการตกตะกอนสีของเม็ดเลือดแดง สตรีตั้งครรภ์ที่ตรวจพบว่าโลหิตจาง จะได้รับการตรวจหาสาเหตุ และได้รับการดูแลรักษา ในรายที่ตรวจพบเป็นพาหะของโรคเลือดธาลัสซีเมีย จะมีการติดตามคู่สมรสมาตรวจเลือดเพื่อประเมินว่าเป็นคู่เสี่ยงที่ทารกในครรภ์จะเป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงหรือไม่ หากตรวจพบว่าเป็นคู่เสี่ยงจะมีการให้คำปรึกษาแนะนำอย่างละเอียด เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยทารกในครรภ์ และให้การดูแลต่อเนื่องอย่างใกล้ชิด
         นอกจากนี้สตรีตั้งครรภ์ทุกรายจะได้รับการตรวจกรุ๊ปเลือดเมื่อมาฝากครรภ์ กรณีตรวจพบกรุ๊ปเลือด Rh negative จะได้รับการตรวจเพิ่มเติม และพิจารณาให้ Anti-D immunoglobulin ตามความเหมาะสม
         1.2 การตรวจคัดกรองการติดเชื้อ
         สตรีตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ทุกรายจะได้รับการตรวจเลือด เพื่อคัดกรองการติดเชื้อที่สามารถผ่านจากมารดาสู่ทารก ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบบี ซิฟิลิส และไวรัสเอดส์ เพื่อให้การดูแลรักษาที่เหมาะสม รวมถึงการป้องกันการติดเชื้อจากมารดาสู่ทารก เช่น การให้ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาภาวะซิฟิลิส หรือการให้ยาต้านไวรัส เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอดส์จากมารดาสู่ทารก
         1.3 การดูแลสุขภาพในช่องปาก
         สตรีตั้งครรภ์ทุกรายจะได้รับการตรวจสุขภาพภายในช่องปาก เหงือก และฟัน ขูดหินปูนทำความสะอาดฟัน และได้รับการรักษาที่เหมาะสมหากตรวจพบว่ามีฟันผุ
         1.4 การให้วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก
         สตรีตั้งครรภ์จะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักครบ 3 เข็ม ซึ่งทำให้มีภูมิคุ้มกันโรคได้ 10 ปี โดยฉีดเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มที่ 1 เป็นเวลา 1 เดือน  และเข็มที่ 3 ห่างจากเข็มที่ 2 เป็นเวลา 6 เดือน ในกรณีที่สตรีตั้งครรภ์ได้รับวัคซีนเพียง 2 เข็ม และคลอดก่อนฉีดเข็มที่ 3 จะได้รับการนัดให้มาฉีดวัคซีนจนครบในการตรวจหลังคลอด
    2. การให้การดูแลและเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์อย่างต่อเนื่อง
         2.1 การตรวจคัดกรองภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์
         สตรีตั้งครรภ์ทุกรายจะได้รับการซักประวัติเพื่อคัดกรองความเสี่ยง กรณีที่พบว่ามีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ จะได้รับการตรวจเลือดเพื่อคัดกรองภาวะเบาหวานโดยวิธี 50-g Glucose Challenge Test (GCT) ตั้งแต่ครั้งแรกที่มาฝากครรภ์ ในรายที่ตรวจพบภาวะเบาหวาน สตรีตั้งครรภ์กลุ่มนี้จะได้รับการดูแลรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางระบบต่อมไร้ท่อ และมีโภชนากรมาให้คำแนะนำในการควบคุมอาหาร
         2.2 การตรวจคัดกรองภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์
         สตรีตั้งครรภ์ทุกรายจะได้รับการซักประวัติเพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะความดันโลหิตสูงและทุกครั้งที่มาฝากครรภ์ จะได้รับการวัดความดันโลหิตและตรวจหาโปรตีนในปัสสาวะ เพื่อการเฝ้าระวัง และดูแลรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรก หากตรวจพบความผิดปกติ
         2.3 การตรวจคัดกรองความผิดปกติของทารกในครรภ์
         สตรีตั้งครรภ์ทุกรายจะได้รับการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงอย่างน้อย 1 ครั้งขณะมารับการฝากครรภ์ หากตรวจพบความผิดปกติของทารกในครรภ์ สตรีตั้งครรภ์เหล่านี้จะได้รับการให้คำปรึกษาแนะนำเพื่อการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม และให้การดูแลรักษาที่เหมาะสม ตลอดจนประสานกับกุมารแพทย์หรือกุมารศัลยแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาร่วมกันในระยะหลังคลอด
         2.4 การตรวจการเจริญเติบโตและสุขภาพของทารกในครรภ์
         สตรีตั้งครรภ์ทุกรายจะได้รับการตรวจประเมินขนาดของทารกในครรภ์ทุกครั้งที่มาฝากครรภ์ นอกจากนี้จะได้รับการสอนให้นับจำนวนครั้งของเด็กดิ้นเพื่อให้สามารถติดตามภาวะสุขภาพของทารกในครรภ์ด้วยตนเอง หากแพทย์สงสัยว่ามีการเจริญเติบโตหรือสุขภาพผิดปกติ สตรีตั้งครรภ์จะได้รับการตรวจเพิ่มเติม ได้แก่ การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง หรือการตรวจ Non Stress Test
         2.5 คลินิกครรภ์เสี่ยงสูง
         กรณีสตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ครรภ์แฝด ตรวจพบความผิดปกติของทารกในครรภ์ หรือตรวจพบภาวะแทรกซ้อนทางอายุรกรรม เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน หรือภาวะความดันโลหิตสูง จะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดโดยกลุ่มแพทย์ในคลินิกครรภ์เสี่ยงสูง ของโรงพยาบาลสังกัดสำนักการแพทย์
    3. การให้ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตนขณะตั้งครรภ์
         สตรีตั้งครรภ์จะได้รับการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวขณะตั้งครรภ์อย่างน้อย  2  ครั้ง โดยแบ่งเป็น
    ครั้งที่ 1 : กลุ่มสตรีตั้งครรภ์ระยะเริ่มแรก–อายุครรภ์ 28 สัปดาห์ ให้ความรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงของร่างกายขณะตั้งครรภ์  การปฏิบัติตนขณะตั้งครรภ์ และการส่งเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์
    ครั้งที่ 2 : กลุ่มมารดาที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 28 สัปดาห์ขึ้นไป ให้ความรู้เรื่องการติดตามสุขภาพของทารกในครรภ์โดยการสอนการนับลูกดิ้น การเฝ้าระวังอาการและอาการแสดงของการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด การเตรียมตัวคลอดอย่างปลอดภัย และการเตรียมตัวเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
         กรณีสตรีตั้งครรภ์ที่มีโรคหรือภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ จะได้รับการให้ความรู้ และคำแนะนำที่จำเพาะเกี่ยวกับภาวะความเจ็บป่วย เช่น สตรีตั้งครรภ์ที่มีโรคหัวใจ หรือติดเชื้อไวรัสเอดส์ รวมถึงแนวทางการดูแลตนเอง และการปฏิบัติตนที่เหมาะสม
    4. การส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
         สตรีตั้งครรภ์ทุกรายจะได้รับการตรวจเต้านมเพื่อประเมินความสามารถในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ กรณีที่ตรวจพบว่ามีความผิดปกติของเต้านม หัวนม และลานนม จะได้รับการแก้ไขในคลินิกส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ส่วนกรณีสตรีตั้งครรภ์ที่มีโรค หรือ ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอุปสรรคในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่  จะได้รับการแนะนำปรึกษาถึงวิธีการให้นมบุตร หรือทางเลือกอื่นที่เหมาะสม
     

  3. คลินิกนมแม่ (Lactation Clinic) กำหนดให้มีการเปิดบริการคลินิกนมแม่ในโรงพยาบาลสังกัดสำนักการแพทย์ และศูนย์บริการสาธารณสุขทุกแห่ง เพื่อให้คำปรึกษา แนะนำ และ ให้ความช่วยเหลือแม่ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยปัจจุบันโรงพยาบาลเปิดให้บริการแล้ว  9 แห่ง นอกจากนี้ มีการจัดห้องนมแม่ที่ศูนย์บริการสาธารณสุข  เพื่อเป็นสถานที่ให้บริการแม่หลังคลอดสำหรับบีบเก็บน้ำนม
     

  4. จัดตั้งศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่คู่นมแม่  กรุงเทพมหานครมีนโยบายในการเปิดศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่คู่นมแม่ในโรงพยาบาลทุกแห่ง โดยปัจจุบันเปิดให้บริการในโรงพยาบาลแล้วจำนวน 2 แห่ง ประกอบด้วยโรงพยาบาลกลาง และโรงพยาบาลตากสิน โดยในปี 2551 จะเปิดเพิ่มเติมอีก 1 แห่ง ส่วนศูนย์บริการสาธารณสุขนั้น ได้มีการเปิดให้บริการนำร่อง  9  แห่ง  เพื่อเป็นสถานที่รับเลี้ยงเด็กแบบไป-กลับ  อายุตั้งแต่  2 เดือน - 1 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือแม่ที่ตั้งใจเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แต่ต้องกลับไปทำงานหลังหมดวันลาคลอด เพื่อให้ลูกได้รับน้ำนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน หรือนานที่สุดเท่าที่จะ ทำได้ ศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่คู่นมแม่ กรุงเทพมหานคร ที่ศูนย์บริการสาธารณสุขนำร่อง 9 แห่ง ประกอบด้วย

    - ศูนย์บริการสาธารณสุข 3  บางซื่อ  เขตบางซื่อ

    - ศูนย์บริการสาธารณสุข 8  บุญรอด  รุ่งเรือง  เขตบางนา

    - ศูนย์บริการสาธารณสุข 15  ลาดพร้าว  เขตลาดพร้าว

    - ศูนย์บริการสาธารณสุข 16  ลุมพินี  เขตลุมพิน

    - ศูนย์บริการสาธารณสุข 17  ประชานิเวสน์  เขตจตุจักร

    - ศูนย์บริการสาธารณสุข 22  วัดปากบ่อ  เขตสวนหลวง

    - ศูนย์บริการสาธารณสุข 41  คลองเตย  เขตคลองเตย

    - ศูนย์บริการสาธารณสุข 48  นาควัชระอุทิศ  เขตหนองแขม

    - ศูนย์บริการสาธารณสุข 50  บึงกุ่ม  เขตบึงกุ่ม

  5. การจัดบริการสถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน (Day care) ที่โรงพยาบาลและศูนย์บริการสาธารณสุข โดยสถานรับเลี้ยงเด็กกลางวันเปิดให้บริการดูแลเด็กปฐมวัย เพื่อส่งเสริมสุขภาพ ส่งเสริมพัฒนาการ และฟื้นฟูสุขภาพ แก่เด็กปฐมวัย ให้มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ และพัฒนาการสมวัย ให้ความรู้  คำแนะนำในการเลี้ยงดูเด็ก แก่ พ่อ แม่ และผู้ปกครอง รวมทั้งให้การสนับสนุน คำปรึกษา  แนะนำสถานรับเลี้ยงเด็กอื่นๆ ที่อยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบ โดยให้บริการเด็กที่มีอายุระหว่าง  2 ½ ปี –  5 ปี ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ ดังนี้
    5.1 เด็กปฐมวัยที่มีปัญหาโภชนาการ  ทั้งน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน  และต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
    5.2 เด็กปฐมวัยที่ฐานะยากจน  และขาดผู้เลี้ยงดู
    5.3 เด็กปฐมวัยที่มีพัฒนาการไม่สมวัย
    ศูนย์บริการสาธารณสุขที่เปิดให้บริการสถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน  ได้แก่ ศูนย์บริการสาธารณสุข  3, 5, 8, 15, 16, 17, 22, 24, 27, 35, 42 และ 50
  6. คลินิกส่งเสริมโภชนาการและพัฒนาการเด็ก สำหรับในโรงพยาบาลมีการดำเนินการอยู่ในคลินิกสุขภาพเด็กดี โดยการให้คำแนะนำเป็นรายบุคคลขณะมารับการตรวจ และรับวัคซีนป้องกันโรค มีการตรวจคัดกรองเด็กที่มีปัญหาด้านโภชนาการหรือพัฒนาการช้าเพื่อการติดตามแก้ไข ส่วนสำนักอนามัยโดยกองส่งเสริมสุขภาพได้พัฒนาเครื่องมือคัดกรอง  และส่งเสริมพัฒนาการเด็ก (แรกเกิด – 4 ปี) และจัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้แก่บุคลากรสาธารณสุขในคลินิกสุขภาพเด็กดี ของศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 68 แห่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บุคลากรสาธารณสุขมีความรู้ในการใช้เครื่องมือคัดกรองพัฒนาการ ที่สามารถตรวจพัฒนาการเด็กได้ครอบคลุมทุกด้านในเวลาที่จำกัด พร้อมทั้งมีแบบแผนการกระตุ้นพัฒนาการเบ็ดเสร็จ โดยเด็ก (แรกเกิด – 4 ปี) ที่มารับบริการในคลินิกสุขภาพเด็กดีทุกรายจะได้รับการตรวจคัดกรอง  และส่งเสริมพัฒนาการครอบคลุมทุกด้าน มีการค้นหาเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการล่าช้า  และส่งต่อคลินิกสุขภาพจิตทั้ง 6 แห่ง  ในการกระตุ้นพัฒนาการตั้งแต่เยาว์วัย ตลอดจนสถานบริการที่เหมาะสม และติดตามอย่างต่อเนื่องในศูนย์บริการสาธารณสุข และชุมชน
         อย่างไรก็ตาม ในการพัฒนาระบบให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานนั้น จะต้องมีการปรับระบบการให้ความรู้แก่พ่อแม่ภายหลังการตรวจประเมิน ทั้งในเรื่องการส่งเสริมด้านโภชนาการและพัฒนาการตามวัย
  7. การจัดฝึกอบรม ได้ให้ความรู้ด้านการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่แก่บุคลากรสาธารณสุข และผู้เกี่ยวข้อง ที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลและศูนย์บริการสาธารณสุข นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากรทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข ได้ศึกษาหาความรู้เรื่องการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพิ่มเติม เพื่อเผยแพร่ และให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวเพื่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต่อไป
  8. ชมรมสายใยรักแห่งครอบครัว การก่อตั้งชมรมซึ่งมีระบบการสมัครสมาชิก และมีการพบปะกันอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งมีการวางแผนแก้ไขปัญหาอนามัยแม่และเด็กในพื้นที่ร่วมกันนั้น เหมาะกับสังคมต่างจังหวัด ซึ่งประชาชนมีความใกล้ชิดกันมากกว่าและมีการย้ายถิ่นน้อยกว่า แนวคิดของการสร้างกลุ่มสนับสนุนนมแม่น่าจะมีการปรับให้เข้ากับบริบทของสังคมเมืองหลวง เช่น การจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และการเลี้ยงดูเด็กระหว่างผู้ที่มีประสบการณ์กับหญิงตั้งครรภ์หรือแม่ที่ยังขาดประสบการณ์ โดยการจัดเสวนาอย่างสม่ำเสมอ หรืออาจจัดเป็นกิจกรรมแม่ช่วยแม่ในกลุ่มของทารกแรกเกิดป่วยที่ต้องได้รับการดูแลในหออภิบาลทารกแรกเกิด (neonatal intensive care unit) เป็นเวลานาน ซึ่งอาจมีการพัฒนาเป็นกลุ่มหรือชมรมสายใยรักแห่งครอบครัวในอนาคต

  9. กิจกรรมคัดเลือกแม่ตัวอย่าง ด้านสุขภาพอนามัย ดำเนินการคัดเลือกแม่ในชุมชนที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์แม่ตัวอย่างที่สำนักอนามัยกำหนด ผ่านคณะกรรมการระดับศูนย์บริการสาธารณ สุข  ตัดสินแห่งละ  2  คน   เพื่อเป็นตัวแทนเข้าร่วมพิธีมอบเกียรติบัตรแม่ตัวอย่างลงนามโดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  พร้อมเงินรางวัลเพื่อเป็นทุนการศึกษาบุตร  จำนวนประมาณ  140  คน โดยมีการจัดพิธีในเดือนสิงหาคมของทุกปี  เพื่อให้สอดคล้องกับวันแม่แห่งชาติ
  10. ตรวจสุขภาพเด็ก ณ ศูนย์พัฒนาเด็กทีปังกรรัศมีโชติ เขตพระราชฐาน จังหวัด 193 ปีละ  2   ครั้ง  การให้บริการประกอบด้วย
    - ตรวจสุขภาพ
    - ตรวจพัฒนาการ
    - ตรวจฟัน
    - ประเมินภาวะการเจริญเติบโต
  11. โครงการเด็กกรุงเทพแข็งแรงฉลาดสดใส วัยเริ่มต้นของชีวิตเป็นช่วงเวลาที่มีความ สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นช่วงที่กาย ใจ สติปัญญา และอารมณ์ของเด็กมีพัฒนาการสูงสุดกว่าช่วงใดของชีวิต เด็กที่ได้รับความรักเอาใจใส่ ได้รับอาหารและการพักผ่อนที่เหมาะสม จะเจริญเติบโตอย่างแข็งแรง  ฉลาด  สดใส  ในวัยนี้ภาวะโภชนาการมีผลโดยตรงต่อพัฒนาการ ไม่เพียงเฉพาะเรื่องส่วนสูงและน้ำหนัก แต่ยังรวมถึงการพัฒนาของสมอง การเรียนรู้ การก่อรูปของสุขนิสัย ที่จะกลายเป็นคุณภาพและบุคลิกภาพของคนๆ หนึ่งอย่างถาวร
         เมื่อแรกคลอดจนถึงหกเดือนแรกของชีวิต ทารกได้รับอาหารเพียงพอจากน้ำนมของแม่  หากแม่มีสุขภาพดีและให้นมลูกได้เต็มที่แต่เมื่ออายุครบ 6 เดือน พัฒนาการทางร่างกายของเด็กจะเพิ่มขึ้น ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ในช่วงวัยนี้ไม่เพียงแต่ร่างกายที่มีพัฒนาการอย่างมาก  แต่สมองยังมีการเติบโตสูงสุดกว่าช่วงใดในชีวิต ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำให้การศึกษาเรื่องสมองมีความชัดเจนมากขึ้น เราได้รู้ว่าสมองของมนุษย์สร้างและเติบ โตมากที่สุดในช่วงวัยเริ่มต้นของชีวิต โดยสมองเริ่มสร้าง และแบ่งตัวตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์ จากนั้นจึงมีการขยายตัว และแผ่ขยายของใยประสาทสมองมากขึ้น ซึ่งจะอยู่ระหว่างช่วงทารกอายุ 20 สัปดาห์ในครรภ์จนถึง 2 ปี  โดยสมองของเด็กอายุ 24 เดือน จะมีน้ำหนักประมาณร้อยละ 80–85 ของสมองผู้ใหญ่
         นอกจากนั้นในช่วงอายุก่อน  2  ขวบ  เด็กจึงต้องการสารอาหารเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมเพื่อให้เพียงพอต่อการพัฒนาการของร่างกายและสมอง สารอาหารจากน้ำนมแม่ หรือนมผสมอย่างเดียวไม่พอเพียง  จำเป็นต้องได้รับอาหารที่เหมาะกับวัยเพื่อให้การพัฒนาการของร่างกาย  และสมองเป็นไปได้เต็มศักยภาพ ช่วงอายุในวัยเริ่มต้นนี้เป็นเวลาสำคัญของการสร้างสุขนิสัย  หากเด็กได้รับประทานอาหารที่ถูกสุขอนามัย เช่น เคยกับการรับประทานผักผลไม้อาหาร หรืออาหารรสธรรมชาติที่ไม่ปรุงแต่งกลิ่นรส  ก็จะพัฒนาเป็นนิสัยการกินอาหารที่ดีมีผลต่อภาวะสุขภาพระยะยาว  เด็กที่รับประทานอาหารเหมาะสมกับวัยจะมีพัฒนาการทางร่างกายสติปัญญาและอารมณ์ที่ดี หากเด็กไม่ได้รับอาหารที่เหมาะ สมกับวัย ก็จะส่งผลทำให้พัฒนาการทางร่างกายต่ำกว่าเกณฑ์  และมีความเสี่ยงต่อการที่สติปัญญาจะพัฒนาล่าช้า
         การดำเนินการตามโครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเลี้ยงดูเด็กของผู้เลี้ยงดูในครอบครัวกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ แม่ ย่า ยาย  เพราะเป็นผู้ที่มีส่วนกำหนดภาวะโภชนาการ และพัฒนาการของเด็กโดยตรง นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความตระหนักให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่ เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข ผู้ปฏิบัติงานในชุมชน ให้เข้าใจความสำคัญของโครงการเพื่อร่วมกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เลี้ยงดู โดยจัดให้มีการอบรมสัมมนาแพทย์ พยาบาลและอาสาสมัครสาธารณสุข รวมทั้งสิ้น 1,100 คน
         จะเห็นได้ว่า การบูรณาการระบบส่งเสริมสุขภาพ และบริการสุขภาพมารดาและทารกในเขตกรุงเทพมหานคร ได้มีการดำเนินงานที่ครอบคลุมตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์ ระยะคลอด หลังคลอด การเลี้ยงดูบุตรตั้งแต่แรกเกิดถึง 5 ปี โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งโรงพยาบาลในสังกัดสำนักการแพทย์ ศูนย์บริการสาธารณสุข เป็นหน่วยบริการที่ให้บริการใกล้ชิดประชาชน ตลอดจนอาสาสมัครสาธารณสุขผู้ปฏิบัติงานในชุมชน การส่งเสริมสุขภาพและบริการสุขภาพมารดาและทารกดังกล่าว มีการประสานเครือข่ายการให้บริการร่วมกันในการส่งต่อมารดาหรือทารกที่มีภาวะเสี่ยง หรือมีปัญหาทางด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิต เพื่อได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสม ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณ ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน อย่างไรก็ตาม ปัญหาสุขภาพอนามัยของมารดาและทารก จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องและจริงจัง