โครงการต้นแบบเพื่อการป้องกันดูแลรักษา โรคจอตาเจริญผิดปกติในทารกเกิดก่อนกำหนด

โครงการต้นแบบเพื่อการป้องกันดูแลรักษา

โรคจอตาเจริญผิดปกติในทารกเกิดก่อนกำหนด


พรรณทิพา ว่องไว  สมเกียรติ อัศวภูรีกรณ์

ธราธิป โคละทัต  ชาญชัย พานทองวิริยะกุล

 

ที่มาและสภาพปัญหา

     โรคจอตาเจริญผิดปกติในทารกเกิดก่อนกำหนด (Retinopathy of Prematurity) ซึ่งมักจะเรียกสั้นๆว่า ROP เป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นหรือภาวะตาบอดที่สามารถป้องกันได้ในเด็ก ไม่เฉพาะแต่ในประเทศไทย แต่ยังพบในส่วนอื่นของโลกด้วย โดยมักพบภาวะนี้ในทารกเกิดก่อนกำหนดที่มีน้ำหนักน้อยหรือได้รับออกซิเจนหลังคลอด หากสามารถให้การวินิจฉัยและรักษาในขณะที่โรคยังอยู่ในระยะเริ่มต้นจะได้รับผลการรักษาที่ดี นั่นคือ ทารกจะไม่สูญเสียการมองเห็นแต่หากตรวจพบโรคในระยะท้ายๆ ผลการรักษามักจะไม่ดีเท่าที่ควร และมีโอกาสสูงที่จะสูญเสียการมองเห็นหรืออาจถึงตาบอด

     สมาคมจักษุแพทย์โรคตาเด็ก และสมาคมกุมารแพทย์ประเทศสหรัฐอเมริกาให้คำแนะนำว่า ทารกเกิดก่อนกำหนดกลุ่มนี้ควรจะได้รับการตรวจจจอตาโดย "จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการตรวจจอตาในทารก" และมีประสบการณ์ด้านการดูแลรักษาโรคจอตาเจริญผิดปกติในทารกเกิดก่อนกำหนด แต่ในทางปฏิบัติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เป็นการยากอย่างยิ่งที่จะมีจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจจอตาในเด็กในทุกโรงพยาบาลที่รับทารกเกิดก่อนกำหนดไว้รักษา ดังนั้นจักษุแพทย์ผู้ทำหน้าที่ตรวจคัดกรองโรคจอตาเจริญผิดปกติ คือ จักษุแพทย์ทั่วไปที่ประจำอยู่โรงพยาบาลนั้นๆ (local ophthalmogist) ทำให้พบปัญหาในด้านการดูแลรักษา รวมทั้งปัญหาในเรื่องการส่งทารกมารับการรักษาต่อดังนี้

  1. กลุ่ม unnecessary referral คือ ทารกกลุ่มที่ไม่จำเป็นต้องส่งต่อ แต่ได้รับการส่งต่อ ซึ่งในกระบวนการส่งต่ออาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อทารกเกิดก่อนกำหนดที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องช่วยหายใจ นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายในเรื่องการเดินทางเพิ่มขึ้น
  2. กลุ่ม missed diagnosis คือ ทารกกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับการส่งต่อเพื่อรับการรักษา แต่ไม่ได้รับการส่งต่อ ซึ่งในทารกกลุ่มนี้อาจเกิดการสูญเสียการมองเห็น

    ปัจจุบันมีกล้องถ่ายภาพจอตา RetCam Shuttle (Clarity Medical Systems, Inc., Pleasanton, CA) ซึ่งออกแบมาให้สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก และสามารถถ่ายภาพจอตาของทารก ทำให้จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถใช้ภาพถ่ายจอตาสำหรับการวินิจฉัยโรคจอตาเจริญผิดปกติ

     กลุ่มโรงพยาบาลในเขตบริการสุขภาพที่ 7 จำนวน 4 โรงพยาบาล คือ โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น โรงพยาบาลร้อยเอ็ด โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ และโรงพยาบาลมหาสารคาม โดยมีโรงพยาบาลศรีนครินทร์เป็นศูนย์กลางจึงได้เริ่มจัดทำ "โครงการต้นแบบเพื่อการตรวจคัดกรองและดูแลรักษาโรคจอตาเจริญผิดปกติในทารกเกิดก่อนกำหนด" ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการอำนายการ "โครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกเพื่อครอบครัวของเด็กและเยาวชนไทยในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ" โดยการนำกล้องถ่ายภาพจอตามาใช้ถ่ายภาพจอตา เพื่อตรวจคัดกรองโรคจอตาเจริญผิดปกติในทารกเกิดก่อนกำหนด โดยเจ้าหน้าที่เทคนิคจะนำกล้องถ่ายภาพจอตาหมุนเวียนไปที่โรงพยาบาลทั้ง 4 แห่ง เพื่อถ่ายภาพจอตา

     นอกจากนี้ คณะทำงานยังได้ทำการพัฒนาระบบการวินิจฉัยทางไกลโรคจอตาเจริญผิดปกติโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป (ใช้ได้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ Tablet และมือถือ Smart Phone ระบบ iOS และ Andriod) เพื่อส่งภาพถ่ายจอตาไปทางเครือข่าย internet พร้อมทั้งแจ้งให้จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญรับทราบเพื่อให้การวินิจฉัยโรคและให้คำแนะนำแนวทางการดูแลรักษา รวมทั้งการส่งทารกมารับการรักษาต่อโดยที่ทารกโดยที่ทารกไม่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายทารกมาทำการตรวจคัดกรอง จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถอ่านภาพจอตาได้ตลอดเวลา ด้วยระบบดังกล่าวที่จัดทำขึ้นจะช่วยลดปัญหาเรื่องการส่งต่อและปัญหาจากการดูแลรักษาที่กล่าวมาข้างต้นได้ระดับหนึ่ง

กระบวนการตรวจคัดกรอง

  1. เจ้าหน้าที่ถ่ายภาพจอตาทารก โดยใช้เครื่อง RetCam
  2. ภายหลังถ่ายภาพจอตา เจ้าหน้าที่จะส่งภาพถ่ายจอตาเข้าไปในระบบการวินิจฉัยโรคทางไกล ซึ่งถูกพัฒนาโดยคณะทำงานและคณะกรรมการโครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารก ในพระอุปถัมภ์ฯ
  3. จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทำหน้าที่อ่านภาพถ่ายจอตา โดยใช้คอมพิวเตอร์ หรือ Tablet หรือโทรศัพท์มือถือ (Smart Phone)

เครื่องมือ (Hardware, Software) และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง

  1. เจ้าหน้าที่ถ่ายภาพจอตา
  2. กล้องถ่ายภาพจอตา RetCam Shuttle
  3. โปรแกรมสำเร็จรูประบบให้การวินิจฉัยทางไกลโรคจอตาเจริญผิดปกติ
  4. จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอ่านภาพถ่ายจอตา
  5. คอมพิวเตอร์หรือ Tablet หรือมือถือแบบ Smart Phone (ระบบ iOS และ Andriod)

ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

  1. ความร่วมมือในลักษณะเครือข่ายฯ โดยการทำความเข้าใจให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้เห็นถึงความสำคัญร่วมกัน
  2. ความร่วมมือระหว่างจักษุแพทย์ กุมารแพทย์ พยาบาลวิชาชีพโรคตา พยาบาลวิชาชีพในหออภิบาลทารกแรกเกิด เจ้าหน้าที่ถ่ายภาพจอตา และเจ้าหน้าที่อื่นๆที่เกี่ยวข้อง
  3. การสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูงขององค์กร
  4. การติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานเป็นระยะ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา

ผลลัพธ์

  1. ทารกเกิดก่อนกำหนดที่อยู่ในเกณฑ์ทุกราย (ร้อยละ 100) ได้รับการตรวจคัดกรองจอตาภายในระยะเวลาที่เหมาะสมตามมาตรฐาน
  2. ทารกได้รับการส่งตัวมารับการตรวจรักษาเฉพาะในกรณีที่มีความจำเป็น สามารถลดจำนวนทารกที่ถูกส่งมารับการรักษาโดยไม่จำเป็น  (unnecessary referral)
  3. ความร่วมมือและความเข้าใจในการดูแลโรคจอตาเจริญผิดปกติร่วมกันระหว่างสหสาขาวิชาชีพ คือ กุมารแพทย์ จักษุแพทย์ พยาบาลวิชาชีพโรคตา พยาบาลวิชาชีพในหออภิบาลทารกแรกเกิด เจ้าหน้าที่ถ่ายภาพจอตา และเจ้าหน้าที่อื่นๆที่เกี่ยวข้อง
  4. เกิดเครือข่ายดูแลรักษาโรคจอตาเจริญผิดปกติในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสามารถนำรูปแบบดังกล่าวไปขยายผลในพื้นที่อื่นต่อไป
  5. สร้างระบบฐานข้อมูลโรคจอตาเจริญผิดปกติ และระบบการวินิจฉัยทางไกลที่พัมนาโดยคนไทย เป็นการประหยัดงบประมาณในการซื้อหรือจ้างผู้พัฒนาจากต่างประเทศ