การพัฒนาเครือข่ายสุขภาพมารดา เขตจังหวัดภาคเหนือ

การพัฒนาเครือข่ายสุขภาพมารดา เขตจังหวัดภาคเหนือ


อร่าม ลิ้มตระกูล

 

ที่มา

    เครือข่ายบริการสุขภาพที่ 1 หรือ เขตตรวจราชการสาธารณสุข 15 และ 16 ซึ่งประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน เชียงราย แพร่ น่าน และพะเยา  โดยที่จังหวัด เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง  และจังหวัดเชียงราย (ภาพที่ 1) ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของโรงพยาบาลต้นแบบในโครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกเพื่อครอบครัวของเด็กและเยาวชนไทย ในพระอุปถัมภ์ฯ เมื่อปี พ.ศ. 2552 จากสถิติภาวะคลอดก่อนกำหนดของโรงพยาบาลทั้ง 4 แห่ง ในปี พ.ศ. 2552 แสดงในตารางที่ 1

ตารางที่  1 อัตราการคลอดก่อนกำหนดของ เครือข่ายบริการสุขภาพที่ 1 พ.ศ. 2552

ภาพที่ 1 เครือข่ายเขตบริการสุขภาพที่ 1

 

การพัฒนาเครือข่ายบริการสุขภาพที่ 1 ระหว่าง ปี พ.ศ. 2552-2555

     เครือข่ายบริการสุขภาพที่ 1 ได้ทำการจัดตั้งเครือข่ายการส่งต่อสตรีตั้งครรภ์และทารกเกิดก่อนกำหนดไปรับการรักษาต่อตามศักยภาพของโรงพยาบาลแม่ข่ายและโรงพยาบาลลูกข่าย รวมทั้งได้จัดตั้ง “ศูนย์สำรองเตียง” โดยมุ่งเน้นการพัฒนาในสตรีกลุ่มวัยรุ่นเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นปัญหาสำคัญของพื้นที่ และเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด โดยเข้าไปเริ่มดูแลตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์ ด้วยการให้ความรู้เรื่องการดูแลครรภ์จนถึงระยะคลอดและติดตามต่อเนื่องจนจำหน่ายกลับบ้าน รวมไปถึงการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรเรื่องการดูแลรักษาสตรีตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงและทารกเกิดก่อนกำหนด ผ่านการประชุม Mortality & Morbidity conference    และ Perinatal conference ได้ร่วมกันกำหนดนโยบาย จัดทำแนวทางการดูแลรักษา รวมทั้งข้อปฏิบัติต่างๆ เพื่อให้สถานบริการสาธารณสุขทุกระดับในเครือข่ายมีการดำเนินงานเป็นมาตรฐานที่ใกล้เคียงกัน ในปีพ.ศ.2553ได้รวบรวมปัญหาและอุปสรรคไว้ ดังนี้

  • ด้านผู้รับบริการ
  • หญิงตั้งครรภ์มารับการฝากครรภ์ล่าช้า และย้ายที่อยู่บ่อยครั้ง
  • ความแตกต่างด้านสังคม มีผลต่อการจัดทำโครงการเชิงป้องกัน
  • ด้านบริหารจัดการเครือข่าย
  • การประสานงานล่าช้า ไม่คล่องตัว เนื่องจากแม่ข่าย/ ลูกข่าย อยู่ต่างสังกัด
  • ขาดรูปแบบที่ชัดเจนในการประสานงานเรื่องการเยี่ยมติดตามหลังจำหน่าย
  • การจัดเก็บข้อมูลยังไม่เป็นระบบ
  • ด้านความสามารถของสถานบริการ
  • ขาดแคลนสถานที่จัดสอนเรื่องการให้ความรู้แก่หญิงตั้งครรภ์และครอบครัว
  • จำนวนเตียงในหออภิบาลทารกแรกเกิดไม่เพียงพอ และค่อนข้างแออัด
  • ด้านการพัฒนาองค์กร
  • ขาดแคลนเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีความรู้เฉพาะด้านมารดาและทารกที่อยู่ในชุมชน
  • ด้านงบประมาณ
  • งบประมาณสนับสนุนไม่เพียงพอ

     ในระยะต่อมา ระหว่างปี พ.ศ. 2554-2555 จึงได้ทำการพัฒนางานอนามัยและเด็กในจังหวัดในจังหวัดเชียงใหม่ทั้งด้านสูติกรรมและกุมารเวชกรรม สรุปพอเป็นสังเขป ดังนี้

  • ด้านสูติกรรม
  • ปรับปรุงสถานที่ ให้ความรู้แก่สตรีตั้งครรภ์และครอบครัว
  • ประสานงานกับหน่วยบริการในชุมชน และอาสาสมัคร
  • พัฒนาการดูแลสตรีที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดแบบองค์รวม
  • พัฒนาศักยภาพเครือข่ายเรื่องการดูแลรักษาและการส่งต่อ
  • พัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูล
  • กุมารเวชกรรม
  • พัฒนาระบบการส่งต่อ Fast track call center newborn
  • พัฒนาระบบประสานงานระหว่างหน่วยงานเรื่องการเยี่ยมบ้าน

     ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว โรงพยาบาลในเครือข่ายบริการสุขภาพเขตที่ 1 ได้ทำการพัฒนาคุณภาพงานอนามัยแม่และเด็ก โดยบางจังหวัดได้นำแผนยุทธศาสตร์ของโครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารก ในพระอุปถัมภ์ฯ  มาใช้เป็นแนวทางการดำเนินงาน สถิติภาวะคลอดก่อนกำหนดของโรงพยาบาลต้นแบบทั้ง 4 แห่ง ในปี พ.ศ.2555 แสดงในตารางที่ 2

ตารางที่  2 อัตราการคลอดก่อนกำหนดของ เครือข่ายบริการสุขภาพที่ 1 พ.ศ. 2555

การพัฒนาเครือข่าย ระหว่าง ปี พ.ศ.2556-2557

     นอกจากปัญหาภาวะคลอดก่อนกำหนดในเครือข่ายบริการสุขภาพเขตที่ 1 ยังพบปัญหาที่เกี่ยวข้อง   กับงานอนามัยแม่และเด็กอื่นๆ  ได้แก่ ทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย ภาวะขาดออกซิเจนแรกคลอด และอัตราตาย  ปริกำเนิด การแก้ไขปัญหาจึงต้องพัฒนาจุดเริ่มต้นให้เข้มแข็ง ส่งเสริมการฝากครรภ์ที่ดี ค้นหาปัจจัยเสี่ยงของ  ภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดเพื่อหาทางแก้ไขและป้องกัน การหาวิธีทำนายภาวะคลอดก่อนกำหนด การยับยั้งการคลอดรวมทั้งการป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการคลอดก่อนกำหนด และการดูแลทารกเกิด  ก่อนกำหนดเพื่อลดภาวะแทรกซ้อน   เครือข่ายบริการสุขภาพเขตที่ 1 ยังประสบปัญหาเรื่องความไม่เพียงพอของเตียงผู้ป่วยในหออภิบาลทารกแรกเกิด การส่งต่อที่ยากและต้องใช้เวลาการเดินทางนาน เนื่องจากสภาพ   ทางภูมิศาสตร์    รวมทั้ง ปัญหาความหลากหลายของกลุ่มประชากร ซึ่งมีความแตกต่างกันในด้านวัฒนธรรมและภาษาที่ใช้สื่อสาร จึงมีความยากลำบากในการให้ความรู้เรื่องการดูแลตนเองแก่หญิงตั้งครรภ์และครอบครัว ในระยะนี้ จึงได้พยายามสร้างเครือข่ายในระดับชุมชน  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานเชิงรุกให้มากขึ้น แนวทางหลักที่ใช้ในการพัฒนา ประกอบด้วย

  1. สร้างเครือข่ายในระดับชุมชน ซึ่งมีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อาสาสมัครสาธารณสุข  ในการป้องกันภาวะคลอดก่อนกำหนด
  2. กำหนดบทบาทหน้าที่ของโรงพยาบาลชุมชนซึ่งไม่มีสูติแพทย์และกุมารแพทย์ เรื่องการดูแลรักษาและส่งต่อสตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยง และสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะคลอดก่อนกำหนด
  3. กำหนดให้โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลระดับจังหวัด และโรงพยาบาลศูนย์ ซึ่งมีสูติแพทย์  และกุมารแพทย์เป็นโรงพยาบาลที่รับการส่งต่อผู้ป่วยภายในเครือข่าย
  4. พัฒนาระบบบริหารจัดการด้านกำลังคนและทรัพยากรบุคคล ภายใต้การดำเนินงานของโครงการ Service plan ทั้งในระดับจังหวัด และระดับเขตบริการสุขภาพ

การนำนโยบายไปปฏิบัติในพื้นที่

  1. มอบหมายให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และอาสาสมัครสาธารณสุขในพื้นที่ทำการรณรงค์ และค้นหาสตรีให้มาฝากครรภ์ตั้งแต่ทราบว่าตั้งครรภ์ และทำการเฝ้าระวังภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด
  2. จัดทำแนวทางการดูแลรักษาและการส่งต่อสตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดและสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด ตามบริบทของพื้นที่
  3. กำหนดแนวทางการรักษาของโรงพยาบาลชุมชนระดับที่รับส่งต่อร่วมกับเครือข่าย พร้อมกับจัดเก็บข้อมูลและนำมาวิเคราะห์ เพื่อนำมาแก้ไขปัญหาและพัฒนาการดูแลรักษา
  4. จัดทำแผนพัฒนาเครือข่าย โดยกำหนดเครือข่ายย่อยในแต่ละจังหวัด และวางแผนการพัฒนาทั้ง  ในด้านบุคคลากร อุปกรณ์การแพทย์ และงบประมาณ ภายใต้โครงการ Service plan ของกระทรวงสาธารณสุข
  5. จัดประชุมวิชาการระดับเขตบริการสุขภาพเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นประจำทุกปี

ปัญหาและอุปสรรค

  1. พบปัญหาเรื่องการฝากครรภ์ล่าช้า แม้ว่าจะทำการประสานกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และอาสาสมัครสาธารณสุขในการค้นหาสตรีตั้งครรภ์
  2. กลวิธีการให้ความรู้สตรีตั้งครรภ์และครอบครัวเรื่องการดูแลตนเอง ยังไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากการให้ความรู้ในคลินิกฝากครรภ์มีหลายประเด็น การให้ความรู้เรื่องการป้องกันภาวะคลอดก่อนกำหนดควรทำในสตรีตั้งครรภ์ทุกราย เพราะมีหญิงคลอดก่อนกำหนดจำนวนมากที่ไม่พบปัจจัยเสี่ยงชัดเจน อีกทั้งยังพบปัญหาด้านวัฒนธรรม ความเชื่อของกลุ่มประชากรต่างๆ รวมทั้งปัญหาเรื่องภาษาสื่อสารอีกด้วย
  3. การสร้างเครือข่ายย่อยยังไม่เพียงพอ  บางเครือข่ายใหญ่เกินไป บางเครือข่ายยังอยู่ห่างไกลยากต่อการส่งต่อ ความไม่พอเพียงของจำนวนเตียงในหออภิบาลทารกแรกเกิด นอกจากนี้ การรับสตรีตั้งครรภ์ไว้รักษาในโรงพยาบาลที่ห่างไกลจากบ้าน มักมีผลกระทบต่อครอบครัวทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม
  4. ปัญหาการกระจายของสูติแพทย์ และกุมารแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนที่กำหนดไว้เพียง 1-2 คน  ทำให้ไม่สามารถดูแลรักษาทารกแรกเกิดได้ต่อเนื่อง เนื่องจากไม่สามารถจัดทั้งกุมารแพทย์ และสูติแพทย์อยู่ทำหน้าที่พร้อมกันนอกเวลาราชการ จึงไม่ความยากลำบากต่อการเพิ่มจำนวนโรงพยาบาลชุมชนที่มีศักยภาพด้านการดูแลทารกเกิดก่อนกำหนด
  5. ปัญหาเรื่องการหมุนเวียนของแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนที่พบบ่อยครั้ง เป็นอุปสรรคในเรื่องความต่อเนื่องของการพัฒนาเครือข่าย รวมทั้ง การพัฒนาศักยภาพของแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปที่ให้การดูแลรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้
  6. ปัญหาเรื่องข้อจำกัดด้านทรัพยากรและบุคคลากรของโรงพยาบาลชุมชนที่รับการส่งต่อ และการเพิ่มจำนวนเตียงในหออภิบาลทารกแรกเกิด
  7. ข้อจำกัดด้านวิชาการ เช่น การหาวิธีทำนายภาวะคลอดก่อนก่อนกำหนด และการป้องกันภาวะคลอดก่อนกำหนดที่เหมาะสม เช่น การวัดการวัดความยาวของคอมดลูกด้วยเครื่องอุลตร้าซาวด์เพื่อใช้ทำนายภาวะคลอดก่อนกำหนด หรือ การยับยั้งภาวะคลอดก่อนกำหนดโดยใช้ยา progesterone เป็นต้น

โอกาสพัฒนา

เพื่อให้การพัฒนางานอนามัยแม่และเด็กของเครือข่ายบริการสุขภาพเขตที่ 1 มีการยกระดับคุณภาพของการให้บริการ  จึงควรดำเนินงาน ดังนี้

  1. ควรให้การดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม ซึ่งครอบคลุมทั้งปัญหาด้านการแพทย์ จิตสังคม เศรษฐกิจ และสังคม
  2. ควรเพิ่มพูนศักยภาพของหญิงตั้งครรภ์และครอบครัวในเรื่องการดูแลตนเอง
  3. ควรทำการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการดูแลรักษาภาวะคลอดก่อนกำหนดในประเด็นเรื่องการค้นหาสาเหตุ การป้องกัน การทำนายการคลอดก่อนกำหนด การดูแลรักษาเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน รวมทั้งการดูแลรักษาทารกเกิดก่อนกำหนด
  4. ควรบริหารจัดการทรัพยากรในเขตบริการสุขภาพให้เพียงพอ และมีความเหมาะสม
  5. ควรมีการกำหนดนโยบายที่ชัดเจน มีระบบบริหารจัดการที่ดี และทำการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง