การจัดตั้งระบบส่งทารกแรกเกิดกลุ่มเสี่ยงไปรักษาต่อ

การจัดตั้งระบบส่งทารกแรกเกิดกลุ่มเสี่ยงไปรักษาต่อ


สมชาย เลาห์อุทัยวัฒนา  ปัฐมาลักษณ์ เผือกผ่อง  โอบเอื้อ หิรัญรัศ

 

ความเป็นมาและสภาพปัญหา

     จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วย 24 อำเภอ มีประชากรโดยประมาณ 1,646,144 คน (ตุลาคม 2556) ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 80) อาศัยอยู่ในพื้นที่ภูเขา โรงพยาบาลนครพิงค์เป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัดที่ให้การดูแลทารกแรกเกิด แต่ยังมีข้อจำกัดด้านการดูแลรักษาทารกป่วยหนักด้านศัลยกรรมและโรคหัวใจ ทารกกลุ่มนี้จะถูกส่งไปรับการดูแลที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และยังมีสมาชิกในเครือข่ายที่เป็นโรงพยาบาลชุมชนอีก 22 แห่ง ซึ่งมีขีดจำกัด  ด้านการดูแลทารกแรกเกิด  ทารกป่วยส่วนใหญ่มักถูกส่งมารับการรักษาที่โรงพยาบาลนครพิงค์ ในขณะที่จำนวนเตียงสำหรับดูแลทารกแรกเกิดระยะวิกฤตในจังหวัดมีน้อยมาก อีกทั้งบางครั้งยังต้องรับทารกแรกเกิดวิกฤตจากจังหวัดใกล้เคียง เช่น จังหวัดลำพูน และจังหวัดแม่ฮ่องสอน มารับการรักษา อีกด้วย

     ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 จังหวัดเชียงใหม่ต้องเผชิญกับปัญหาทารกเกิดก่อนกำหนดที่ต้องการ  ใช้หออภิบาลมีจำนวนเพิ่มขึ้นทำให้ไม่ได้สัดส่วนกับจำนวนเตียงที่มีอยู่ในจังหวัด ส่งผลให้ไม่สามารถหาเตียงในหออภิบาลสำหรับผู้ป่วย นอกจากนี้ทารกบางรายยังไม่สามารถกลับบ้าน เนื่องจากต้องรอญาติ ทำให้ระยะวันนอนในโรงพยาบาลนาน ค่าใช้จ่ายจึงเพิ่มสูงขึ้นตามมา นอกจากนั้น ยังพบปัญหาและอุปสรรคในระบบการส่งต่อ เช่น การส่งต่อล่าช้า ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างการส่งต่อ   เช่น ได้รับน้ำเกลือมากเกินไป ท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุด เป็นต้น คณะทำงานด้านการรับ-ส่งต่อผู้ป่วยเด็กของจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพกุมารเวชกรรมโรงพยาบาลนครพิงค์ได้ร่วมมือกัน  จัดตั้งระบบส่งทารกแรกเกิดกลุ่มเสี่ยงเพื่อรับการรักษาต่อ โดยต่อมาได้ถูกพัฒนาขึ้นเป็นเครือข่ายการส่งต่อทารกแรกเกิดอย่างเป็นรูปธรรม

แนวทางการจัดตั้งระบบส่งทารกแรกเกิดกลุ่มเสี่ยงไปรักษาต่อ

     เริ่มตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2549 จนถึงปัจจุบัน โรงพยาบาลนครพิงค์เป็นหน่วยงานหลัก ซึ่งทำหน้าที่ประสานงาน และจัดตั้งระบบส่งต่อทารกแรกเกิดกลุ่มเสี่ยงของจังหวัดเชียงใหม่ กรอบแนวคิดที่สำคัญประกอบด้วย การกำหนดวิสัยทัศน์และแผนยุทธศาสตร์ การจัดการโครงสร้างและกระบวนการ  การจัดการทรัพยากรสุขภาพรวมทั้งบุคลากร (แผนภูมิที่ 1) การบริหารจัดการในแต่ละส่วนนั้นมีผลกระทบต่อกัน เช่น การจัดการด้านทรัพยากรมีผลต่อการกำหนดโครงสร้าง และกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ นำไปสู่วิสัยทัศน์ และแผนยุทธศาสตร์ที่ทีมงานได้กำหนดไว้

กำหนดกรอบแนวคิด

แผนภูมิที่ 1 กรอบแนวคิดของการพัฒนาระบบการส่งต่อทารกเกิดก่อนกำหนด

 

การจัดทำวิสัยทัศน์และแผนยุทธศาสตร์

     ในปี พ.ศ. 2546 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดให้มีการประชุมระหว่างโรงพยาบาลในเขตพื้นที่เพื่อร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ แผนยุทธศาสตร์ระยะสั้นและยาว และแผนรองรับเร่งด่วนเพื่อให้บริการผู้ป่วยทารกแรกเกิด ดังนี้

วิสัยทัศน์

เป็นต้นแบบของเครือข่ายการบริการทารกแรกเกิดอย่างเพียงพอ

พันธกิจ

  • พัฒนาศักยภาพของระบบบริการทารกแรกเกิดที่มีประสิทธิภาพ
  • พัฒนาบุคลากรในเครือข่ายให้สามารถดูแลทารกแรกเกิดบนหลักฐานเชิงประจักษ์
  • พัฒนาระบบการจัดการความรู้ของเครือข่าย
  • ติดตาม นิเทศการดำเนินงานเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง

การกำหนดโครงสร้างระบบส่งต่อทารกแรกเกิด

     โรงพยาบาลนครพิงค์ ได้ปรับโครงสร้างการให้บริการทารกแรกเกิดให้เหมาะสมจากเดิมที่อยู่ในรูปแบบคณะกรรมการดำเนินงานในปี พ.ศ. 2549  เมื่อเริ่มทำงานมาระยะหนึ่ง พบว่า โครงสร้างและการดำเนินงานมีความซับซ้อน ยากต่อการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  ผู้บริหารของโรงพยาบาลนครพิงค์ได้เห็นความสำคัญ จึงได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานการรับส่งต่อผู้ป่วยวิกฤตทารกแรกเกิด เพื่อทำหน้าที่ประสานงานการส่งทารกแรกเกิดกลุ่มเสี่ยงไปรักษาต่อในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบให้มีความรวดเร็วและปลอดภัย นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานระบบส่งต่อ (Fast track: Newborn Call Center) เพื่อลดความล่าช้าที่ทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิต หรือ ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนได้จัดทำแนวทางและช่องทางประสานงานที่มีความชัดเจน อีกทั้งเป็นสถานที่สำหรับช่วยเหลือเกื้อกูลและนิเทศงานอีกด้วย

การกำหนดเกณฑ์การดูแลและศักยภาพของโรงพยาบาล

     โรงพยาบาลนครพิงค์ ได้นำเกณฑ์การดูแลรักษาของกระทรวงสาธารณสุขมากำหนดเป็นต้นแบบ เพื่อให้สมาชิกโรงพยาบาลชุมชนได้นำมาปรับใช้เป็นเกณฑ์การดูแลรักษาของเครือข่าย โดยมีองค์ประกอบด้านความสามารถการให้บริการ  ความพร้อมของบุคลากร ครุภัณฑ์ สิ่งแวดล้อมและอาคารสถานที่  จากองค์ประกอบในแต่ละด้าน ได้จัดกลุ่มโรงพยาบาลเป็น 4 ระดับ คือ ระดับ A (Advance) ระดับ S (Standard) ระดับ M (Medium) และระดับ F (First) หลังจากนั้นได้นำไปใช้เป็นเกณฑ์สำหรับประเมินศักยภาพและจำแนกระดับของการดูแล (Level of care) ของโรงพยาบาลชุมชน ดังนี้

การกำหนดผังของระบบส่งทารกแรกเกิดกลุ่มเสี่ยงไปรักษาต่อ

แผนภูมิที่ 2  ผังแสดงระบบการส่งต่อทารกแรกเกิดตามศักยภาพของโรงพยาบาล

 

การพัฒนามาตรฐานกระบวนการส่งต่อ

     คณะการทำงานต้องการเชื่อมโยงงานทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับทารกแรกเกิดในพื้นที่ โดยตั้งเป้าหมายเบื้องต้น คือ การสร้างความสมานฉันท์และเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน การดูแลก่อนและระหว่าง  ส่งต่อที่มีมาตรฐานและมีความปลอดภัย หลังจากนั้นได้ทำการปรับปรุงกระบวนการเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง เช่น การลดระยะเวลาและภาวะแทรกซ้อนระหว่างการส่งต่อ รวมทั้งความสามารถในการเข้าถึงบริการ เป็นต้น

การบริหารทรัพยากร

     การบริหารทรัพยากรบุคคล ได้กำหนดให้มีผู้จัดการผู้ป่วยรายกรณี เช่น กรณีทารกกลุ่มอาการหายใจลำบาก (RDS) ควบคู่ไปกับการพัฒนาโรงพยาบาลชุมชนระดับ M ในเขตจังหวัดเชียงใหม่ 4 แห่ง  ให้มีความสามารถด้านการดูแลทารกวิกฤต/ ภาวะเสี่ยง

การพัฒนาศักยภาพโรงพยาบาลแม่ข่าย/ ลูกข่าย

     เครือข่ายการดูแลรักษาทารกแรกเกิดจังหวัดเชียงใหม่ได้จัดทำเวปไซต์ (http: // www.nkp-hospital.go.th/clmnn) เพื่อใช้เป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และส่งข้อมูลภายในเครือข่ายของจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และแม่ฮ่องสอน โดยการให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการออกแบบระบบสารสนเทศ และกำหนดข้อมูลสารสนเทศที่จำเป็นสำหรับการส่งต่อทารกแรกเกิด

ผลลัพธ์จากการพัฒนา

     หลังจากที่ได้มีการพัฒนาระบบส่งต่อมาอย่างต่อเนื่อง  ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2548  ทำให้ผู้ปฏิบัติงานทำงานได้ดีขึ้น  ระบบการส่งต่อทารกแรกเกิดได้ผลดีขึ้น ในประเด็นเรื่องการบริหารจัดการเตียง  มีการประสานงานและสัมพันธภาพที่ดีระหว่างโรงพยาบาลชุมชน  โรงพยาบาลจังหวัด และโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่  ได้ทำการพัฒนาและจัดตั้ง Call  center ระดับจังหวัด รวมทั้งจัดทำแนวทางการส่งต่อระดับเขตเกิดการพัฒนาทางด้านวิชาการ  มีการ audit คุณภาพของการดูแลรักษา  ทำให้ระบบส่งต่อทารกแรกเกิดได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

  • ผู้บริหารระดับสูงและผู้เกี่ยวข้องเห็นความสำคัญ ให้การสนับสนุนทั้งระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการอย่างจริงจัง
  • ผู้บริหารของโรงพยาบาลนครพิงค์เห็นความสำคัญในการจัดตั้ง Call center ระบบส่งต่อของโรงพยาบาล โดยได้จัดตั้งหน่วยงานย่อยให้ทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องการรับส่งต่อทารกแรกเกิด
  • ผู้บริหารทางฝ่ายการพยาบาลมีวิสัยทัศน์ มีความรู้ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลโดยการจัดทำกรอบสมรรถนะผู้ปฏิบัติงาน ทำให้การมอบหมายงานทำได้ตรงเป้าประสงค์และเกิดผลสัมฤทธิ์  อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างพยาบาลวิชาชีพที่ปฎิบัติงานอยู่ในหอผู้ป่วย
  • ได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณ ทำให้สามารถพัฒนาไปสู่เป้าหมายที่กำหนดได้สำเร็จ
  • มีการทำงานเป็นทีม ทีมงานมีความมุ่งมั่น ทุ่มเทเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในงาน
  • ทีมงานเข้าไปช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ และวางระบบงานให้กับทีมเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลชุมชนในเครือข่าย
  • มีการทำงานต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน ทำให้สามารถมองเห็นปัญหา วางแผนขับเคลื่อนทีม ปรับปรุงกระบวนการทำงาน พัฒนางาน และแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง
  • การบริหารจัดการด้านการดูแลทารกแรกเกิดทำเป็นระบบ โดยกำหนดทีมดูแลในหออภิบาลทั้งหมด 4 ทีม ทำให้เกิดการพัฒนางานเชิงลึกทั้งด้านวิชาการ และการดูแลรักษา เช่น ทีมดูแลทารกโรคปอดเรื้อรัง ทีมดูแลทารกเกิดก่อนกำหนดกลุ่มอาการหายใจลำบาก และทีมดูแลทารกแรกเกิดโรคหัวใจ เป็นต้น
  • นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้รายงานจำนวนเตียงของโรงพยาบาลในเครือข่าย เป็นการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน
  • มีการจัดสรรงบประมาณด้านการพัฒนาคุณภาพให้แก่ทีมที่มีผลการดำเนินงานดี เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจ ทำให้ทีมงานของโครงการต่างๆ พยายามพัฒนางานของตนเองให้ได้ผลลัพธ์สูงสุด