การจัดตั้งระบบส่งต่อหญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยง เขตบริการสุขภาพที่ 7

การจัดตั้งระบบส่งต่อหญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยง เขตบริการสุขภาพที่ 7


ฐิติพร สิริวชิรชัย  ทุมวดี ตั้งสิริวัฒนา  รุ่งฤดี จีระทรัพย์

 

     การดูแลรักษาสตรีตั้งครรภ์เสี่ยงสูง เป็นการดูแลภาวะสุขภาพที่ต้องใช้ความละเอียดรอบคอบบุคลากรของหน่วยงานต่างๆต้องพร้อมที่จะให้การป้องกัน ช่วยเหลือ และแก้ไขอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากภาวะแทรกซ้อนต่างๆเพราะหากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสมมารดาและทารกอาจเสียชีวิตหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลกระทบกับครอบครัวและสังคม เช่น ทำให้สัมพันธภาพระหว่างบิดา มารดา และทารกลดน้อยลง ก่อให้เกิดความเครียด และทำให้ค่าใช้จ่ายของครอบครัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากทารกเกิดก่อนกำหนดอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโดยเฉลี่ยสูงถึง 300,000 บาท ต่อราย

การพัฒนาระบบทางด่วนพิเศษในสตรีตั้งครรภ์เสี่ยงสูงการพัฒนาระบบทางด่วนพิเศษในสตรีตั้งครรภ์เสี่ยงสูง

  1. รวบรวมปัญหาการส่งต่อสตรีตั้งครรภ์ความเสี่ยงสูง
  2. สรุปประเด็นและปัญหา
  3. จัดทำแนวทางการดูแลรักษาสตรีตั้งครรภ์ความเสี่ยงสูง
  4. ประเมินและเตรียมความพร้อมของโรงพยาบาลแม่ข่ายและโรงพยาบาลลูกข่ายเพื่อให้บริการตลอด  24 ชั่วโมง  ดังนี้
    • เตรียมความพร้อมด้านสถานที่ ได้แก่ ห้องคลอด ห้องผ่าตัด คลังเลือด
    • เตรียมความพร้อมด้านเครื่องมือ และเวชภัณฑ์ มีเครื่องมือสำหรับห้องคลอด ผ่าตัดคลอด และการช่วยคลอดฉุกเฉิน
    • เตรียมความพร้อมด้านบุคลากร ได้แก่ สูตินรีแพทย์ กุมารแพทย์ และทีมพยาบาล  ห้องคลอด  แพทย์วิสัญญี วิสัญญีพยาบาล และทีมพยาบาลห้องผ่าตัด
    • เตรียมความพร้อมด้านการสนับสนุนเครือข่าย เป็นที่ปรึกษาแก่เครือข่ายในการวินิจฉัย และการดูแลรักษาสตรีตั้งครรภ์เสี่ยงสูง

ขั้นตอนการพัฒนา

ระยะที่ 1 จัดระบบบริการสตรีตั้งครรภ์เสี่ยงสูง โรงพยาบาลขอนแก่น (พ.ศ.2547-2549)

พ.ศ. 2547

     ทำการพัฒนาระบบให้บริการสตรีตั้งครรภ์เสี่ยงสูงที่ถูกส่งมารับการรักษาจากโรงพยาบาลเครือข่าย โดยให้นำส่งสตรีตั้งครรภ์เสี่ยงสูงมาที่ห้องคลอดทันที ยกเว้นในกรณีวิกฤต สูตินรีแพทย์ จะเตรียมรอรับสตรีตั้งครรภ์เสี่ยงสูง ณ ห้องอุบัติเหตุฉุกเฉิน และทำการย้ายสตรีตั้งครรภ์เสี่ยงสูงเข้ามารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนัก หรือ ห้องผ่าตัดทันที

พ.ศ.2548-2549

     จัดทำคู่มือ “การดูแลสตรีตั้งครรภ์ จังหวัดขอนแก่น” เพื่อให้บุคลากรใช้เป็นแนวทางในการดูแลรักษาสตรีตั้งครรภ์ความเสี่ยงสูงก่อนและระหว่างการส่งต่อ พร้อมทั้งจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาศักยภาพของแพทย์ และพยาบาลวิชาชีพของโรงพยาบาลชุมชนทุกแห่งในเขตจังหวัดขอนแก่น

ระยะที่ 2 ขยายระบบบริการสตรีตั้งครรภ์เสี่ยงสูงไปที่เครือข่ายภายในจังหวัดขอนแก่น  (พ.ศ.2550 - 2551)

     ทบทวนและพัฒนาระบบส่งต่อสตรีตั้งครรภ์เสี่ยงสูงเป็นระบบทางด่วนพิเศษ ตั้งแต่การจัดเตรียมสตรีตั้งครรภ์เสี่ยงสูงในโรงพยาบาลชุมชนก่อนและระหว่างการส่งต่อ  การประสานงานระหว่างแพทย์ของโรงพยาบาลลูกข่ายและแพทย์โรงพยาบาลแม่ข่าย ผ่านระบบโทรศัพท์ Hotline (สายด่วนห้องคลอด) ลดขั้นตอนการเข้าบริการในห้องคลอด ห้องผ่าตัด หรือ หอผู้ป่วยหนัก โดยในกรณีสตรีตั้งครรภ์เสี่ยงสูงที่มีอาการวิกฤต สูตินรีแพทย์จะไปรอรับผู้ป่วยที่ห้องอุบัติเหตุฉุกเฉิน เพื่อให้การดูแลรักษาเบื้องต้น   ก่อนส่งเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนัก หรือ ห้องผ่าตัด

ระยะที่ 3 เชื่อมโยงระบบบริการครอบคลุมเขตตรวจราชการสาธารณสุข 12 (พ.ศ.2552 - 2555)

     จัดการประชุมระหว่างแพทย์ พยาบาลวิชาชีพ และบุคลากรที่เกี่ยวข้องเรื่องการดูแลรักษาสตรีตั้งครรภ์เสี่ยงสูงของโรงพยาบาลในเขตตรวจราชการสาธารณสุข 12 (ปัจจุบันคือ เขตบริการสุขภาพที่ 7) ประกอบด้วย จังหวัดร้อยเอ็ด ขอนแก่น มหาสารคาม และจังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อจัดทำ “คู่มือการดูแลรักษาพยาบาลสตรีตั้งครรภ์ความเสี่ยงสูงและทารกเกิดก่อนกำหนด” เขตตรวจราชการสาธารณสุข 10 และ 12 พร้อมทั้งจัดฝึกอบรมภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติเพื่อพัฒนาศักยภาพแพทย์ พยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลเครือข่ายทั้ง 4 จังหวัด โดยมุ่งเน้นในเรื่องการส่งสตรีตั้งครรภ์เสี่ยงสูงไปรับการรักษาต่ออย่างมีประสิทธิภาพ

ระยะที่ 4 ต่อยอดการพัฒนาระบบส่งต่อสตรีตั้งครรภ์เสี่ยงสูง เขตบริการสุขภาพที่ 7 (พ.ศ. 2556 - ปัจจุบัน)

     จัดประชุมระหว่างแพทย์และพยาบาลวิชาชีพของโรงพยาบาล 4 จังหวัด เพื่อจัดทำ “คู่มือการดูแลรักษาสตรีตั้งครรภ์เสี่ยงสูงและโรคทางนรีเวช เขตบริการสุขภาพที่ 7” โดยทำการปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัยจากคู่มือฉบับเดิม และจัดฝึกอบรม เรื่อง “การบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินทางสูติกรรม เขตบริการสุขภาพที่ 7” ให้แก่แพทย์ พยาบาลในโรงพยาบาลเครือข่ายทั้ง 4 จังหวัด โดยการสอนด้วยวิธีจำลองสถานการณ์ฉุกเฉินเร่งด่วนด้านสูติกรรมที่พบบ่อย 7 เรื่อง ได้แก่ 1) ภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ (severe pre-eclampsia) 2) ภาวะสายสะดือย้อย (umbilical cord prolapsed)   3) ภาวะคลอดไหล่ติด (shoulder dystocia) 4) การช่วยคลอดท่าก้น (breech assisting) 5) ภาวะตกเลือดหลังคลอด (early postpartum hemorrhage)  6) การช่วยฟื้นคืนชีพทารกแรกเกิด (neonatal resuscitation) และ 7)  การช่วยฟื้นคืนชีพ (cardio-pulmonary resuscitation) สตรีตั้งครรภ์

จัดทำระบบติดตาม

  1. ติดตามผลการปฏิบัติงานตามคู่มือการดูแลรักษาสตรีตั้งครรภ์เสี่ยงสูง
  2. ติดตามเยี่ยมโรงพยาบาลเครือข่าย ประจำปี
  3. จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการอนามัยแม่และเด็กเป็นประจำ ทุก 3 เดือน
  4. จัดให้มีการประชุมของคณะกรรมการเครือข่ายการส่งต่อสตรีตั้งครรภ์เสี่ยงสูง เขตบริการสุขภาพที่ 7 ทุก 6 เดือน
  5. จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างโรงพยาบาลในเครือข่ายทั้ง 4 จังหวัด ประจำปี
  6. ติดตามตัวชี้วัดคุณภาพบริการ ได้แก่ อัตราการตายของทารกคลอดก่อนกำหนด อัตราการเสียชีวิตของทารกแรกเกิด และอัตราการเสียชีวิตของทารกแรกเกิดอายุต่ำกว่า 28 วัน
  7. ติดตามตัวชี้วัดของโครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร

การประเมินผล

     ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์ของโครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกในพระอุปถัมภ์ฯ ตามเป้าประสงค์ ที่ 4, 6, 7.1 และ 11

ประโยชน์ที่ได้รับ

สตรีตั้งครรภ์เสี่ยงสูง สามารถเข้าถึงบริการด้านการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงได้รวดเร็ว ทำให้สตรีตั้งครรภ์ มารดาและทารกเกิดความปลอดภัย ไม่พบภาวะแทรกซ้อนและมีสุขภาพแข็งแรงทั้งแม่และลูก

ครอบครัว มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น เป็นครอบครัวที่อบอุ่น สมาชิกในครอบครัวมีสุขภาพแข็งแรง และยังช่วยลดภาระเรื่องค่าใช้จ่ายของครอบครัว

ชุมชน/สังคม/ประเทศชาติ ได้ทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ ไม่เป็นภาระต่อสังคมจากภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นขณะคลอด เช่น ความพิการทางสมอง เป็นต้น

สถานบริการ  มีคู่มือสำหรับใช้ดูแลรักษาสตรีตั้งครรภ์ความเสี่ยงสูงที่มีประสิทธิภาพ มีสมาชิกโรงพยาบาลเครือข่ายที่สามารถให้การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รวมทั้งมีบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ

ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

  1. การมีส่วนร่วมในการจัดทำคู่มือดูแลรักษาสตรีตั้งครรภ์เสี่ยงสูงโดยแพทย์ และพยาบาลวิชาชีพของโรงพยาบาลในเขตบริการสุขภาพที่ 7
  2. การสร้างความเข้มแข็งของทีมงาน และเครือข่ายที่เป็นสหสาขาวิชาชีพ
  3. การนำเทคโนโลยีด้านการสื่อสารมาใช้ประโยชน์ในระบบการดูแลรักษาพยาบาล
  4. การได้ลงมือปฏิบัติงาน และการเรียนรู้ร่วมกันของภาคีเครือข่าย
  5. การจัดทำระบบติดตามประเมินผล รวมทั้งการสะท้อนข้อมูล เพื่อให้คำแนะนำแก่โรงพยาบาลลูกข่ายเพื่อการเรียนรู้และแก้ไขปัญหาอุปสรรคร่วมกัน
  6. การสนับสนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่อง