เครือข่ายสุขภาพมารดาและทารก โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช

เครือข่ายสุขภาพมารดาและทารก โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช


ธราธิป โคละทัต

 

       ภาวะคลอดก่อนกำหนด เป็นปัญหาที่สำคัญของเมืองใหญ่เช่นกรุงเทพมหานครฯ  ดังนั้น การจัดการกับปัญหาจึงมิใช่เรื่องง่ายๆ เนื่องจากหญิงตั้งครรภ์สามารถเข้าไปขอรับบริการในสถานพยาบาลได้ตามความพึงพอใจ โดยคำนึงถึงความสะดวกรวดเร็วเป็นสำคัญ  การสร้างเครือข่ายโรงพยาบาลที่สามารถเชื่อมโยงการให้บริการรวมทั้งการส่งต่อผู้ป่วย และสื่อสารข้อมูลได้อย่างครบถ้วนสะดวกรวดเร็ว น่าจะเป็นทางออกแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวของกรุงเทพมหานคร การสร้างเครือข่ายการดูแลผู้ป่วยของกรุงเทพมหานครต้องออกแบบให้เหมาะสม เนื่องจากความแตกต่างในเรื่องลักษณะและความหนาแน่นประชากรในแต่ละพื้นที่ รวมทั้งสัดส่วนระหว่างประชากรและสถานพยาบาลแต่ละระดับ เนื่องจากความซับซ้อนของระบบการให้บริการ ปัจจุบันจึงยังไม่มีการดำเนินการแก้ไขภาวะคลอดก่อนกำหนดในรูปแบบเครือข่ายสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรมเช่นในเขตจังหวัดอื่นๆ เครือข่ายสุขภาพของโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่เราขอนำมาเป็นตัวอย่างสำหรับการเริ่มต้นพัฒนาการให้บริการผู้ป่วยในรูปแบบของเครือข่ายสุขภาพ โดยหวังว่าการนำเสนอนี้ จะเป็นแนวคิดหนึ่งของการพัฒนาการให้บริการในรูปแบบเครือข่ายสุขภาพของพื้นที่เขตกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในกลุ่มสตรีตั้งครรภ์และทารกเกิดก่อนกำหนดของโรงพยาบาลที่เข้ามาร่วมโครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารก  เพื่อครอบครัวของเด็กและเยาวชนไทย ในพระอุปถัมภ์ฯ ต่อไป

สถานการณ์ปัญหาการคลอดก่อนกำหนด ของโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช

      จากตารางที่ 1 จะเห็นว่า อัตราการคลอดก่อนกำหนดของโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12.1  ในปี พ.ศ. 2550 เป็นร้อยละ 14.5 ในปี พ.ศ. 2552  โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช  กรมแพทย์ทหารอากาศ จึงได้เข้ามาร่วมโครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารก  เพื่อครอบครัวของเด็กและเยาวชนไทยในพระอุปถัมภ์ฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551

ตารางที่ 1  อัตราการคลอดก่อนกำหนด โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช  กรมแพทย์ทหารอากาศ  ระหว่าง ปี พ.ศ. 2550 - 2551

ลักษณะทั่วไปของโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ

     โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ มีเตียงให้บริการผู้ป่วยทั่วไป 700 เตียง และเตียงสำหรับทารกแรกเกิด 100 เตียง ให้บริการหลายสาขาวิชา เช่น อายุกรรม ศัลยกรรม สูตินรีเวชกรรม กุมารเวชกรรม โสตนาสิกกรรม จักษุกรรม ออร์โธปิดิกส์ เวชศาสตร์ครอบครัว เวชศาสตร์ฉุกเฉิน วิสัญญี เวชศาสตร์ฟื้นฟู รังสีรักษา ทันตกรรม เป็นต้น อีกทั้งยังเป็นสถาบันฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านสาขา สูตินรีเวชกรรม กุมารเวชศาสตร์ สูติแพทย์ต่อยอดปริกำเนิด กุมารแพทย์ต่อยอดทารกแรกเกิด นักเรียนพยาบาล และพยาบาลไตเทียม สำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช  มีสิทธิการรักษา ดังนี้

  1. สิทธิกรมบัญชีกลาง ได้แก่ ข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานราชการ และครอบครัว สังกัดกองทัพอากาศ และสังกัดกระทรวงกลาโหม ข้าราชการพลเรือนสังกัดกระทรวงอื่น
  2. สิทธิหลักประกันสุขภาพ ได้แก่ นักเรียนทหาร ทหารกองประจำการ สังกัดกองทัพอากาศ และผู้มีสิทธิตามหลักประกันสุขภาพ
  3. สิทธิประกันสังคม ได้แก่ ผู้ประกันตนในระบบสังคม
  4. สิทธิอื่นๆ ที่ไม่มีสิทธิหรือไม่ใช่สิทธิการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามระบบ

      สิทธิหลักประกันสุขภาพ ถือเป็นสิทธิการรักษาหลักของประเทศ มีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นผู้ติดตามและกำกับการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาล แบบ third party เพื่อให้สถานพยาบาลควบคุมมาตรฐานการดูแลรักษา และบริหารทรัพยากรสุขภาพได้อย่างเหมาะสม แต่ในอีกมุมหนึ่ง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้สนับสนุนงบประมาณส่วนหนึ่งเพื่อส่งเสริมสุขภาพประชากรในพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง  โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชก็เช่นกัน ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลสร้างเสริมสุขภาพประชากรในพื้นที่ แต่ด้วยหน้าที่หลักของโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชที่มิใช่ดูแลเฉพาะผู้ป่วยปฐมภูมิเท่านั้น  จึงได้พูดคุยกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และทำข้อตกลงจัดทำโครงการนำร่องเครือข่ายเอกชน เพื่อกระจายการดูแลรักษากลุ่มประชากรที่มีโรคไม่ซับซ้อนไปอยู่ในความดูแลของคลินิกเอกชนที่อยู่โดยรอบโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช

การพัฒนาเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกฯ เพื่อผู้ป่วยตามสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

     นาวาอากาศเอกทวีพงษ์ ปาจรีย์ รองหัวหน้าสำนักงานประกันสุขภาพ อธิบายให้พวกเราฟังว่า โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ได้เข้าร่วมเป็นสถานพยาบาลในโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2544   ให้การดูแลประชากรทั้งหมด 300,000 คน ในระยะแรก ประสบปัญหาต้องให้การรักษาผู้ป่วยที่เป็น primary care มากกว่า 300 คน ต่อวัน  จำเป็นต้องว่าจ้างแพทย์มาให้บริการเพิ่มขึ้นจากเดิม

ภาพที่ 1   นาวาอากาศเอกทวีพงษ์ ปาจรีย์ รองหัวหน้าสำนักงานประกันสุขภาพ

 

ทำให้เกิดผลกระทบต่อการให้บริการและเกิดภาระงานที่ไม่สอดคล้องกับความรู้ความสามารถของแพทย์ เนื่องจากโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชเป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ รับรักษาผู้ป่วยที่มีความซับซ้อน  อีกทั้งยังเป็นสถาบันสบทบผลิตแพทย์เพิ่มอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ จึงได้ร่วมกับสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ จัดทำโครงการ “กระจายผู้ป่วยให้กับคลินิกเอกชน” จำนวน 27 แห่ง ในรูปแบบการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งเป็นโครงการต้นแบบของกรุงเทพมหานคร และได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ในปี พ.ศ. 2549 เป็นต้นมา ดำเนินงานเกิดขึ้นในผู้ป่วยทุกกลุ่มที่เข้ามารับบริการในโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช เช่น ผู้ป่วยสูติกรรม ผู้ป่วยเด็ก ผู้ป่วยศัลยกรรม ผู้ป่วยอายุรกรรม เป็นต้น

      จากการสัมภาษณ์สูติแพทย์ และกุมารแพทย์ของโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช พบว่า เครือข่ายบริการมารดาและทารก ที่เกี่ยวข้องปัญหาภาวะคลอดก่อนกำหนดมีหลากหลาย เช่น เครือข่ายสถานพยาบาลในสังกัดกองทัพอากาศ เช่น กองเวชศาสตร์ป้องกันกรมแพทย์ทหารอากาศ โรงพยาบาลจันทรุเบกษา โรงพยาบาลกองบิน 10 แห่ง ; เครือข่ายคลินิกเอกชน เครือข่ายระดับปฐมภูมิในภาครัฐ เพื่อดูแลต่อเนื่องกับศูนย์บริการสาธารณสุข สังกัดสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร; เครือข่ายระดับตติยภูมิระหว่างโรงเรียนแพทย์ เช่น โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ศูนย์การแพทย์เทพรัตนฯ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นต้น ในส่วนของเครือข่ายที่ต้องการเชื่อมต่อกับโรงพยาบาลระดับทุติยภูมิอยู่ระหว่างการประสานงาน  ในปัจจุบันรูปแบบเครือข่ายสุขภาพที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ได้นำมาใช้สำหรับการให้บริการสตรีตั้งครรภ์ที่อาจเอื้อต่อการป้องกันภาวะคลอดก่อนกำหนด คือ เครือข่ายคลินิกเอกชน ตามสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งเราขอนำเสนอเพื่อเป็นตัวอย่างของเครือข่ายดูแลสุขภาพมารดาและทารก ในเขตกรุงเทพมหานครเครือข่ายหนึ่ง ที่ได้รับการพัฒนาให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม พอเป็นสังเขป ดังนี้

กระบวนการพัฒนาเครือข่ายคลินิกเอกชน

     คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้มีมติเห็นชอบให้โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช เปลี่ยนบทบาทของโรงพยาบาลมาเป็นหน่วยบริการรับ-ส่งต่อ โดยออกจากการเป็นหน่วยบริการประจำในบางพื้นที่ และมีเครือข่ายบริการปฐมภูมิเป็นของตนเองในพื้นที่ 6 เขตตอนเหนือของกรุงเทพฯ ได้แก่ แขวงจระเข้บัว เขตลาดพร้าว แขวงออเงิน เขตสายไหม แขวงอนุสาวรีย์ แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน แขวงสีกัน  เขตดอนเมือง และแขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กระบวนการพัฒนาเครือข่ายคลินิกเอกชนของโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช มีการดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้

1. การสร้างความเข้าใจ

     การสร้างเครือข่ายคลินิกเอกชนเป็นเรื่องใหม่ ดังนั้นการสื่อสารกับทุกฝ่ายให้มีความเข้าใจ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุด เริ่มตั้งแต่ผู้บริหารสูงสุด ได้แก่ เจ้ากรมแพทย์ทหารอากาศ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล แพทย์ และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประชาชนในพื้นที่ คณะกรรมการฯ ต้องเข้าไปสร้างความเข้าใจกับประชาชนในชุมชนร่วมกับสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) และสมาชิกสภาเขตกรุงเทพมหานคร (สข.) เรื่องการย้ายสิทธิการรักษา โดยต้องสร้างความเชื่อมั่นว่า หากไม่พอใจการรักษาที่คลินิกเอกชน สามารถย้ายกลับมารับการรักษาในโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชได้ตลอดเวลา

2. การคัดเลือกคลินิกเอกชน

      ก่อนที่จะมาเป็นคลินิกเอกชน 27 แห่ง มีเรื่องที่ต้องดำเนินการหลายเรื่องซึ่งจะไม่ขอกล่าว ในที่นี้เนื่องจากประโยชน์ที่คลินิกจะได้รับคือ จำนวนประชากรที่อยู่ในความดูแลเพิ่มมากขึ้น รายได้ส่วนนี้ถูกหักจากโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชไปให้คลินิกเอกชนแทน  ในระยะแรกมีคลินิกเอกชนเข้าร่วมโครงการ 31 แห่ง เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่ ปี พ.ศ.2550 โดยในระยะ 6 เดือนแรก โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช  ยังคงเปิดให้บริการแก่ประชาชนเช่นเดิม ก่อนที่ผู้ถือบัตรทองจะไปเลือกลงทะเบียนเข้ารับบริการในคลินิกเครือข่ายตามที่ตนเองต้องการ หลังจากนั้น ผู้ถือบัตรทองจึงเริ่มเข้าไปใช้บริการในคลินิกเครือข่ายสำหรับวินิจฉัย และการดูแลรักษาโรคเบื้องต้น

3. แนวทางปฏิบัติการดูแลผู้ป่วย

     การดูแลผู้ถือบัตรทอง จะต้องมีแนวทางการดูแลร่วมกันระหว่างโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช แลัคลินิกเอกชน เช่น หญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์กับคลินิกเอกชน ต้องมารับการดูแลที่หน่วยฝากครรภ์ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช 1 ครั้ง หากเป็นหญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยงจะถูกย้ายมารับการดูแลที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชทุกราย หากเป็นครรภ์ปกติ เมื่ออายุครรภ์ได้....สัปดาห์ จะย้ายมาดูแลต่อที่หน่วยฝากครรภ์ ในระยะหลังคลอดหากเป็นทารกเกิดก่อนกำหนดหรือทารกกลุ่มเสี่ยงจะนัดมาติดตามดูแลที่กองกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ส่วนทารกปกติ บิดามารดามักส่งทารกกลับไปรักษาตามภูมิลำเนาสิทธิบัตรทองของตนเอง

4. กระบวนการตรวจสอบมาตรฐาน

     คลินิกเอกชนจะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบมาตรฐานของสถานพยาบาลระดับปฐมภูมิ ซึ่งจัดให้มีขึ้น 1 ครั้ง ต่อปี ผู้ประเมิน ประกอบด้วยแพทย์  1 คน พยาบาลหน่วยศูนย์ประสานงานสุขภาพ  2 คน และเจ้าหน้าที่ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 1 คน หากพบว่าคลินิกเอกชนใดไม่ผ่านมาตรฐาน จะพิจารณายกเลิกการต่อสัญญาในปีต่อไป

5. การจัดอบรมให้ความรู้แก่บุคลากรในเครือข่าย

     การอบรมให้ความรู้ เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยทำให้ช่องว่างความรู้ระหว่างบุคลากรในโรงพยาบาลแม่ข่ายและโรงพยาบาลลูกข่ายแคบลง ดังนั้นโรงพยาบาลแม่ข่ายจึงจัดฝึกอบรมให้แก่บุคลากรของโรงพยาบาลลูกข่าย เช่น พยาบาลวิชาชีพ  ประมาณ 3 ครั้งต่อปี โดยใช้งบประมาณบริหารเครือข่ายที่ได้รับ ประมาณ ร้อยละ 0.5 ของประชากรที่อยู่ในความดูแล

6. ระบบสารสนเทศเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลภายในเครือข่าย

ภาพที่ 2  ภาพหน้าจอคอมพิวเตอร์แสดงข้อมูลของหญิงตั้งครรภ์ที่เข้ามารับบริการในเครือข่าย

 

     ในช่วงแรกของการดำเนินงาน แพทย์ผู้ตรวจจะต้องบันทึกในใบส่งต่อการรักษา ทำให้เกิดความยุ่งยากในการจัดทำเอกสาร จนในปี พ.ศ. 2552 การจัดทำระบบสารสนเทศ จึงเป็นนวัตกรรมด้านการสื่อสารที่เชื่อมโยงการทำงาน ระหว่างคลินิกเอกชน 27 แห่ง และโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชแบบ real time  ผ่านเครือข่าย internet ทำให้แพทย์ผู้รักษาของโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช และคลินิกเอกชนสามารถเข้าไปดูข้อมูลของผู้ป่วยตนเองได้ตลอดเวลา เมื่อถามเรื่องงบประมาณ นาวาเอกทวีพงษ์ แจ้งว่า  ใช้งบลงทุนสำหรับจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ให้แต่ละคลินิก ประมาณ 4 – 5 หมื่นบาท และใช้ระยะเวลาพัฒนาโปรแกรมประมาณ 2 ปี แพทย์สามารถเข้าดูข้อมูลการรักษาได้ทั้งหมด เช่น  vital signs ประวัติ     การตรวจร่างกาย การวินิจฉัยโรค การได้รับยาและวิธีการบริหารยา ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ และผลการตรวจทางรังสีวิทยา  ส่วนมาก คลินิกเอกชนจะได้รับประโยชน์ในการติดตามวิธีการรักษา และค่ารักษาพยาบาล สำหรับการพัฒนาระบบสารสนเทศในระยะต่อไปจะมีการกำหนดข้อมูลเชิงคุณภาพ เพื่อให้สามารถนำมาวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน ทางโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชได้ว่าจ้างบริษัทเอกชน  ให้เข้ามาช่วยดูแลระบบสารสนเทศของเครือข่ายฯ เพื่อให้ระบบทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุด

7. สำนักงานเครือข่ายประกันสุขภาพ

     สำนักงานเครือข่ายประกันสุขภาพ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช เป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เครือข่ายคลินิกเอกชนบรรลุผลสำเร็จ เพราะนอกจากต้องช่วยทำหน้าที่ประสานงานระหว่างคลินิกเอกชน โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแล้ว ยังต้องรับรองมาตรฐานจัดฝึกอบรม วิเคราะห์ข้อมูล และนำส่งข้อมูลป้อนกลับไปให้ผู้บริหารอีกด้วย

     นาวาเอกทวีพงษ์ ปาจารีย์ กล่าวว่า ในอนาคตการใช้ ระบบ electronic referral system จะช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็วให้แก่ผู้ป่วย อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นช่องทางสำหรับการทำ knowledge management ระหว่างสถานพยาบาลระดับตติยภูมิ และสถานพยาบาลระดับปฐมภูมิ  นอกจากนี้ข้อมูลการรักษาพยาบาลของประชากร จำนวน 200,000 คน ที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลกลางของโครงการจะมีประโยชน์สำหรับการวิจัย เพื่อดูระบาดวิทยาของโรคต่างๆ รวมทั้งประสิทธิภาพของการรักษาพยาบาลต่อไป  ประเด็นสำคัญที่นาวาเอกทวีพงษ์เน้นย้ำ คือความถูกต้องของข้อมูล ดังนั้นจึงควรมอบหมายให้มีผู้รับผิดชอบประจำที่คอยตรวจสอบให้มีความถูกต้องตลอดเวลา

ผลลัพธ์ของการพัฒนาเครือข่ายคลินิกเอกชน

     ในปัจจุบัน จำนวนผู้ป่วย primary care ที่เข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช  เหลือเพียง 30 คน ต่อวัน ทำให้แพทย์เฉพาะทางมีเวลาสำหรับการพัฒนาตนเองเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม  ยังมีผู้ป่วยอยู่จำนวนหนึ่งที่ควรได้รับการดูแลในระดับ secondary และ tertiary care ที่เครือข่ายคลินิกเอกชนยังจำเป็นต้องส่งต่อให้โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ให้การดูแลประมาณ 100 – 150  คนต่อวัน

     เมื่อระบบสารสนเทศสามารถทำได้เต็มรูปแบบ ทางโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช สามารถจัดทำรายงานเรื่องการลดความแออัดในโรงพยาบาลใหญ่ (Model 2) (ผู้ป่วยนอก) จำนวน 27 คลินิก และรายงานสรุปรายการค่ารักษา/ การตรวจวินิจฉัย OP Special ของคลินิกชุมชนอบอุ่น กรุงเทพมหานคร  (ทุกวันที่ 5 (25 -31), 10 (1-5), 15 (6-10), 20 (11-15), 25 (16-20), 30(21-27) ให้ทางสำนักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ส่วนกรุงเทพมหานคร สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ศึกษา วิจัย เพื่อนำมาวางแผนการรักษาผู้ป่วย ลดความซ้ำซ้อนในกระบวนการให้บริการ ลดความผิดพลาดและการกระจัดกระจายของข้อมูล การนำระบบรับส่งข้อมูลมาใช้ในการปฏิบัติงานประจำวัน ช่วยทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  ลดระยะเวลาการจัดเตรียมเอกสารและสามารถจัดหมวดหมู่ได้อย่างเหมาะสม ทำให้การสืบค้นและการนำไปใช้เกิดความสะดวกรวดเร็ว

     เนื่องจากหญิงตั้งครรภ์ส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ในจังหวัดต่างๆ และเดินทางเข้ามาทำงานในกรุงเทพมหานคร สิทธิการรักษาจริงอยู่ที่ภูมิลำเนาเดิม เมื่อมาคลอดก็มักใช้สิทธิการรักษาฉุกเฉิน หลังจากนั้น มารดาจะกลับไปพักฟื้นที่บ้านต่างจังหวัด ดังนั้นการดูแลสุขภาพหญิงตั้งครรภ์เพื่อป้องกันภาวะคลอดก่อนกำหนดในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานคร จึงยังเป็นประเด็นสำคัญที่ท้าทายทุกภาคีภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษามารดา และทารกแรกเกิดของประเทศไทย