กว่าจะมาเป็นดาว....อาสาสมัครสาธาธารณสุขเชี่ยวชาญอนามัยแม่และเด็ก

กว่าจะมาเป็นดาว....อาสาสมัครสาธาธารณสุขเชี่ยวชาญอนามัยแม่และเด็ก


จันทิมา จรัสทอง

 

    การป้องกันภาวะคลอดกอนกำหนดในชุมชน ถือเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยเสริมให้อัตราการคลอดก่อนกำหนดลดลง เพราะนอกจากจะช่วยกระตุ้นเตือนให้หญิงตั้งครรภ์ให้มาฝากครรภ์เร็วขึ้นภายใน 12 สัปดาห์ หรือไม่ควรเกิน 20 สัปดาห์ เพื่อคัดกรองความผิดปกติ และภาวะเสี่ยงได้ตรวจอัลตราซาวด์เพื่อประเมินอายุครรภ์ที่ถูกต้อง ได้รับคำแนะนำด้านโภชนาการ เพราะนั่นคือ ประโยชน์ที่ที่หญิงตั้งครรภ์จะได้รับอย่างมากมาย และส่งผลมาถึงตอนคลอดด้วย

    เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และสถานีอนามัย เป็นด่านหน้าของหน่วยรบทางสุขภาพ แต่ในความเป็นจริง หน่วยรบเหล่านี้จะปฏิบัติการสำเร็จได้ต้องมีทหารเอกคู่ใจ เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านจึงเป็น นักรบสีขาว เข้ามาช่วยเสริมฐานทัพงานส่งเสริมสุขภาพในชุมชนให้ดีขึ้น

ติดอาวุธให้นักรบสีขาว

     อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. คือ ประชาชนที่มีจิตอาสา ต้องการช่วยงานป้องกันและส่งเสริมสุขภาพในหมู่บ้าน มีภารกิจรับผิดชอบทุกกลุ่มประชาชน ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงผู้สูงอายุ จะทำหน้าที่ได้ดีเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับความรู้และทักษะ งานอนามัยแม่และเด็กจึงเป็นอีกงาน  ที่เป็นรากฐานสำคัญของประชาชน เด็กจะเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้ จะต้องเป็นเด็กที่ “ครบ” ตั้งแต่แรกเกิด ดังนั้น ความรู้ทั้งหลายที่ให้แก่ อสม. เพื่อเปลี่ยนเป็น อสม.ช. จึงเป็นหลักสูตรที่มีความสำคัญ ซึ่งโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ช่วยนำร่องเป็นต้นแบบที่ดี จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลฉลุง หนึ่งในห้าเสือของหาดใหญ่

ภาพที่ 1   โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลฉลุง

 

     โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลฉลุง (ภาพที่ 1) ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในห้าพื้นที่นำร่องในการพัฒนางานอนามัยแม่และเด็กอย่างเต็มรูปแบบ ตามที่คณะกรรมการเครือข่ายบริการปฐมภูมิโรงพยาบาลหาดใหญ่ จัดให้มีการดำเนินงานในปี พ.ศ.2554 อาทิเช่น พัฒนาคุณภาพการฝากครรภ์ พัฒนาคุณภาพการสอนโรงเรียนพ่อแม่ พัฒนาศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเชี่ยวชาญด้านอนามัยแม่และเด็ก เป็นต้น

     โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลฉลุง มีหมู่บ้านรับผิดชอบทั้งหมด 7 หมู่บ้าน ได้แก่ โคกขี้เหล็ก ม่วงค่าย  ท่าแร่  ทุ่งรื่น/ หัวจักร ไร่อ้อย สวนพูล และฉลุง  มีประชากรทั้งสิ้น 6,596 คน  ชาย 3,469 คน  หญิง 3,444 คน  ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม มีอาชีพทำสวนยาง ปัญหาสาธารณสุขในชุมชนส่วนใหญ่ ได้แก่ โรคไข้เลือดออก โรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง โรคอุจจาระร่วง  ปัญหายาเสพติด  รวมทั้งปัญหาด้านอนามัยแม่และเด็ก

ความเป็นมาก่อนพัฒนาหลักสูตร อสม.ช.

ภาพที่ 2   คุณขนิษฐา คุณสุพีชา (ผอ.) และคุณสุดา เจ้าหน้าที่ รพ.สต.ตำบลฉลุง

 

     คุณสุพีชา เพ็ชรสกุล  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลฉลุง (ภาพที่ 3) เล่าให้เราฟังว่า ท่านเพิ่งมารับตำแหน่งนี้ในปี พ.ศ. 2549 เคยทำงานกับคุณสุดามาก่อน จึงชวนเข้ามาช่วยงานด้วย เมื่อเข้ามารับตำแหน่ง พบว่า ปัญหาอัตราการเกิดเพิ่มสูงขึ้น หญิงตั้งครรภ์ไม่ฝากครรภ์ แต่ยังไม่ได้ทำอะไร เนื่องจากมีปัญหาอื่นที่ต้องเร่งแก้ไข แต่ก็เก็บข้อมูลมาเรื่อยอย่างต่อเนื่อง จนถึงปี พ.ศ. 2552 ผ่านไป 2 ปี  จึงเข้ามาเริ่มจัดการกับปัญหาแม่และเด็กมีความคิดว่า ควรฝึกอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านให้มีความรู้ความสามารถมากขึ้น  จึงได้ปรึกษากับคุณจิราภรณ์   จิดาเส็น ผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการเครือข่ายบริการปฐมภูมิ โรงพยาบาลหาดใหญ่ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยได้ประสานงานและให้พูดคุยกับ อาจารย์แกมกาญจน์ ศิลปโภชากุล หัวหน้ากลุ่มงานกุมารเวชกรรมของโรงพยาบาลหาดใหญ่ ทำให้เกิดความคิดที่กว้างขึ้น เปลี่ยนไปจากแนวทางที่ตั้งใจไว้ ได้จัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน อสม.ของ รพ.หาดใหญ่  ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีที่ไหนทำไว้ ได้เพิ่มความสามารถด้านการดูแลมารดาหลังคลอด และการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ มากกว่าที่ให้ อสม.ทำหน้าที่เพียงไปรษณีย์ผู้ส่งสาร (ส่งและรับสมุดสีชมพูให้สถานีอนามัย) จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาโครงการฝึกอบรม และมอบหมายให้ คุณสุดา นิยมเดชา นักวิชาการสาธารณสุข เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ และตั้งชื่อว่า “โครงการ อสม.รู้ทัน หญิงตั้งครรภ์ปลอดภัย” โครงการนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก อบต.เงินกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับตำบล

โครงการ อสม.รู้ทัน หญิงตั้งครรภ์ปลอดภัย….เพื่อพัฒนาไปสู่ อสม.ช.

     คุณสุดา นิยมเดชา  ผู้รับผิดชอบโครงการ และเป็นครูของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเชี่ยวชาญด้านอนามัยแม่และเด็ก รุ่นที่ 1 ต้องการค้นหาปัญหาสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์ให้เร็วขึ้น เพื่อให้หญิงตั้งครรภ์ปลอดภัย ไม่เสียชีวิต จึงได้ตั้งวัตถุประสงค์ของโครงการ ดังนี้

1. เพื่อพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุข ให้มีความรู้ด้านการอนามัยแม่และเด็กสามารถสำรวจ ค้นหา ติดตามกระตุ้นให้หญิงตั้งครรภ์ฝากครรภ์ก่อนอายุครรภ์ 12 สัปดาห์

2. เพื่อให้หญิงตั้งครรภ์ คู่สมรส และบุคคลในครอบครัว มีความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพแม่และเด็ก

3. เพื่อให้หญิงตั้งครรภ์ คู่สมรส และบุคคลในครอบครัว มีความรู้เรื่องการคลอดก่อนกำหนดสามารถสังเกตอาการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดด้วยตนเอง และมาพบแพทย์ทันเวลา

4. เพื่อพัฒนารูปแบบ และค้นหานวัตกรรมการดำเนินงานอนามัยแม่และเด็กในชุมชน

ตามรอยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเชี่ยวชาญแม่และเด็ก (อสม.ช.) เยี่ยมบ้าน

     ทีมงานได้ไปติดตามดูการปฎิบัติงานของ คุณขนิษฐา คุณจิดาภรณ์  หัวหน้าสำนักงานเครือข่ายบริการปฐมภูมิ พร้อมเครือข่ายในสถานที่จริง แต่ก่อนที่ อสม.ช. จะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ ต้องจัดเตรียมกระเป๋าเยี่ยมบ้านจากสถานีอนามัย 1 ใบ พร้อมแผ่นบันทึกประวัติและสื่อการสอน

     รายแรก ที่พวกเราเข้าไปเยี่ยม คือ หญิงตั้งครรภ์ประมาณ 6 เดือน อาชีพทำสวนยาง  มีบุตร อายุ 2 ขวบ 1 คน  ยายเป็นผู้เลี้ยงดู พอไปถึงบ้านของหญิงตั้งครรภ์ อสม.ช. จะสอบถามข้อมูลจากสมุดสีชมพู เรื่องการดูแลตนเอง เช่น การทำงาน การรับประทานอาหาร และประเมินความเสี่ยง หรืออาการผิดปกติ  เมื่อดูสมุดสีชมพูเสร็จ อสม.ช. หันมาบอกกับทีมงานว่า ตอนนี้ครรภ์ 6 เดือน จะให้คำแนะนำเรื่องอาหาร การมาตรวจตามนัด การกินยาบำรุงครรภ์ การใช้สมุดฝากครรภ์ สอนให้สังเกตการดิ้นของทารกในครรภ์ เนื่องจากมีอาชีพทำสวนยาง หญิงตั้งครรภ์ต้องตื่นตอนเช้ามืด ประมาณเที่ยงคืน  อสม.ช. จะแนะนำไม่ให้ยกน้ำยาง ระวังลื่นสะดุด และอย่าลากยาง หากต้องยกจริง ต้องให้สามีช่วย หรือลดปริมาณน้ำยางลงเหลือครึ่งหนึ่ง ปัญหาที่พบอีกอย่าง คือ ลูกเล็กกำลังซุกซน จึงบอกแม่ว่าระวังการอุ้มน้อง เพราะอาจไปกระทบกระเทือนลูกในครรภ์ แต่ก็ได้ย้ำว่า อย่าแสดงท่าทางที่อาจทำให้ลูกคนโตไม่รัก  เดี๋ยวจะเกิดอาการอิจฉาน้อง

     หลังจากนั้น ได้เข้าไปเยี่ยมบ้านมารดาหลังคลอด หลังที่ 2  เมื่อ อสม.ช. ทักทายเสร็จ    จะแยกกันไปทำหน้าที่ ทีมหนึ่งดูแลมารดาหลังคลอด เช่น วัดความดันโลหิตสูง ประเมินระดับมดลูก ประเมินเต้านมและน้ำนม และวิธีคุมกำเนิด ส่วนอีกทีมให้การดูแลทารก เช่น ชั่งน้ำหนัก วัดความยาวลำตัว เส้นรอบศีรษะ เส้นรอบทรวงอก สอบถามการหลุดของสะดือ ให้ความรู้และสอนตามแผ่นภาพพลิก  เรื่องการดูแลมารดาหลังคลอด

ภาพที่ 2  อสม.ช. ให้ความรู้แก่มารดาหลังคลอดและดูแลทารกแรกเกิด

 

ผลผลิตการสอน

     ในปี พ.ศ. 2553 เมื่อเสร็จสิ้นโครงการ มีผู้สำเร็จการศึกษา รุ่นที่ 1 จำนวน 11 คน จากผู้สมัครทั้งหมด 30 คน ในปีต่อมาได้จัดอบรม อสม.ช. เชี่ยวชาญแม่และเด็ก รุ่นที่ 2 โดยเพิ่มเนื้อหาในเรื่องของการเฝ้าระวังป้องกันภาวะคลอดก่อนกำหนด ปรับปรุงแบบบันทึกการเยี่ยมบ้าน รณรงค์ให้หญิงตั้งครรภ์มาฝากครรภ์ก่อน 12 สัปดาห์ กินนม กินไข่จนคลอดจาก อบต. เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์กับ อบต. มากขึ้น ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ขยายเครือข่ายจิตอาสานมแม่โดยกลุ่มแม่อาสา ในครั้งนี้ได้รับงบประมาณจาก อบต. เงินกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับตำบล มีผู้ผ่านอบรมเป็น อสม.ช. 13 คน จากทั้งหมด 25 คน ปัจจุบันที่ รพ.สต.ฉลุง มี อสม.ช. ทั้งหมด 24 คน จากเป้าที่ตั้งไว้ประมาณ 50 คน

     อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเชี่ยวชาญแม่และเด็กที่สำเร็จการศึกษา  จะได้ “สวมเสื้อสามารถ” ขณะออกไปปฏิบัติงาน (ภาพที่ 6) ปัจจุบันอาสาสมัครสาธารณสุขที่อยู่ในความรับผิดชอบของ รพ.สต.ฉลุง มีจำนวน 94 คน รับผิดชอบ 15 หลังคาเรือนต่อคน แต่สำหรับอาสาสมัครสาธารณสุขเชี่ยวชาญแม่และเด็กมีหน้าที่รับผิดชอบ 100 หลังคาเรือนต่อคน ในพื้นที่ซึ่งยังไม่มี อสม.ช.  ส่วน อสม.ช.ในพื้นที่ใกล้เคียงจะช่วยไปออกเยี่ยมให้  โดยเฉลี่ยประมาณ 30 รายต่อเดือน นอกจากภาระกิจนี้แล้ว อสม.ช.ยังต้องทำหน้าที่อื่น เช่น ควบคุมโรคไข้เลือดออก กำหนดให้เยี่ยมบ้านในความรับผิดชอบ 2 ครั้ง/ เดือน ทำให้การติดตามเยี่ยมหญิงตั้งครรภ์หรือมารดาหลังคลอดทำได้บ่อยมากขึ้น มีบ่อยครั้งที่หนังสือแจ้งให้ติดตามเยี่ยมหญิงตั้งครรภ์หลังคลอดยังมาไม่ถึง รพ.สต.ฉลุง แต่ อสม.ช.ได้ออกไปเยี่ยมเรียบร้อยแล้ว จึงต้องขอแบบสรุปคนไข้ของโรงพยาบาลหาดใหญ่มาเก็บไว้ บางครั้ง อสม.ช. ที่ออกไปเยี่ยมบ้านพบว่าหญิงตั้งครรภ์มีเลือดออก จึงแนะนำให้ไปพบแพทย์ และสามารถให้การช่วยเหลือได้ทัน ทำให้ อสม.ช. ภูมิใจในผลงานของตนเอง

การส่งเสริมการเรียนรู้ของ อสม.ช.

อสม.ช. แม่และเด็ก ซึ่งผ่านหลักสูตรของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลฉลุง ได้จัดประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ในวันพฤหัสบดี ความรู้ที่ได้จากการสัมภาษณ์ อสม.ช. สรุปเป็นสังเขปเพื่อการเรียนรู้ ดังนี้

  1. สอนให้ประยุกต์อาหารพื้นเมืองให้ครบ 5 หมู่ เช่น กินข้าวยำให้เพิ่มไข่ และประยุกต์สารอาหารให้ครบ 5 หมู่
  2. ภาวะเสี่ยงที่หญิงตั้งครรภ์ควรรู้ เช่น อายุน้อย อายุมาก จำนวนลุกมากกว่า 4 คน เป็นต้น
  3. มารดาหลังคลอดนับถือศาสนาอิสลาม มีหลักศาสนาห้ามกินอาหาร เช่น ห้ามกินเห็ด ภายใน 3 เดือน ห้ามกินหอยภายใน 7 เดือน และให้กินปลาแห้งย่าง จะแนะนำให้กินอาหาจำพวกผักปลอดสารพิษ กล้วยหัวปลี หากที่โรงพยาบาลแนะนำให้กินอะไร ก็จะให้กินต่อเนื่อง
  4. มารดาหลังคลอดที่ต้องไปทำงานและปฏิเสธให้นมแม่ โดยให้เหตุผลว่าต้องไปกรีดยาง  แนะนำให้บีบน้ำนมใส่ถุง เมื่อต้องการเลี้ยงลูกให้เทนมใส่แก้ว ป้อนด้วยช้อน หากไม่สะดวกให้นำน้ำนมใส่ในถุงบีบมาแช่ที่สถานีอนามัย หากจำเป็นต้องเลี้ยงด้วยนมผสม แนะนำให้นมผสมหลังอายุ 9 เดือน
  5. ให้ความรู้ และอบรมเยาวชนก่อนแต่งงานร่วมกับกรมศาสนา
  6. อสม.ช. สังเกตว่าหากมีสตรีวัยเจริญพันธ์แต่งงานในหมู่บ้าน  จะเข้าไปแนะนำทันทีว่าหากประจำเดือนขาด 7 – 10 วัน ให้มาตรวจว่าตั้งครรภ์หรือไม่ ในครอบครัวที่มีบุตรมาก ส่วนใหญ่ผู้ชายจะคุมกำเนิดโดยวิธีธรรมชาติ เนื่องจากผิดศีล ทาง อสม.ช. จะอาศัยความสนิทไปคุยทีเล่นทีจริงว่า ให้ฝ่ายชายไปคุม แต่ยังพูดได้ไม่เต็มที่นัก

ผลการดำเนินงานอนามัยแม่และเด็ก ปี พ.ศ. 2554

     อัตราฝากครรภ์ครบตามเกณฑ์ อัตราฝากครรภ์ก่อนอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ และอัตราการเลี้ยงดูลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือน ผ่านเกณฑ์กำหนด  แต่อัตราการคลอดก่อนกำหนดในมารดาวัยรุ่น อัตราการตั้งครรภ์ของวัยรุ่น (10–19 ปี) ทารกน้ำหนักต่ำกว่า 2,500 กรัม และร้อยละของภาวะโลหิตจางในหญิงมีครรภ์ยังไม่ผ่านเกณฑ์กำหนด เนื่องจากวัฒนธรรมประเพณีของศาสนาอิสลาม หากชาวบ้านเห็นว่าผู้หญิงมุสลิมใกล้ชิดกับผู้ชายไม่นาน ผู้ใหญ่ทั้ง 2 ฝ่ายจะจับ “นิกะห์” ทำให้มีการแต่งงานในหมู่วัยรุ่นเร็วขึ้น ประกอบกับความเชื่อที่ว่า การคุมกำเนิดเป็นบาป  จึงไม่แปลกที่พบการตั้งครรภ์มากกว่า 4 ครั้งในอัตราที่สูง และมักพบภาวะซีดตามมา

ผู้สนับสนุนการพัฒนางานอนามัยแม่และเด็ก รพ.สต.ฉลุง อำเภอหาดใหญ่

     คุณจิราภรณ์ จิดาเส็น ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเลขานุการของคณะกรรมการเครือข่ายบริการปฐมภูมิ โรงพยาบาลหาดใหญ่  เป็นผู้ประสานงาน และเสนอความต้องการงานอนามัยแม่และเด็กของชุมชนในอำเภอหาดใหญ่ พัฒนางานอย่างก้าวกระโดด ด้วยบุคลิกภาพที่นุ่มนวล และความมีน้ำใจของ คุณจิราภรณ์ จะได้ยินว่า “ถ้าพี่มีอะไรให้ช่วยก็บอกมานะ เดี๋ยวตาเล็กจะประสานงานให้” คุณจิราภรณ์เป็นบุคคลหนึ่งที่มองเห็นปัญหาอนามัยแม่และเด็กในอำเภอหาดใหญ่ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และเก็บข้อมูลเพื่อนำเสนอให้ผู้เกี่ยวข้องได้พิจารณา ทำให้เกิดโครงการบูรณาการงานอนามัยแม่และเด็กโรงพยาบาลหาดใหญ่ สู่เครือข่ายและชุมชน เริ่มต้นตั้งแต่ ปีงบประมาณ 2552  สร้างความเข้มแข็งของระบบบริการอนามัยแม่และเด็กในสถานบริการสาธารณสุขครอบครัวและชุมชน ตั้งแต่กลุ่มงานสูติกรรม–นรีเวชกรรม กุมารเวชกรรม และให้หน่วยเวชกรรมสังคมของโรงพยาบาลหาดใหญ่  เป็นผู้ประสานงานกับสถานีอนามัย จำนวน 35 แห่ง เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ให้มีมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง มาจนถึงปัจจุบัน  โดยมีผู้อำนวยการโรงพยาบาลหาดใหญ่เป็นผู้พิจารณา และอนุมัติงบประมาณ รวมทั้งได้ความร่วมมือจากแพทย์ พยาบาล นักวิชาการสาธารณสุข และพยาบาลเวชกรรมสังคม  เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ด้านสูติกรรมและกุมารเวชกรรม รวมทั้งเสียสละเวลาเดินทางออกมาช่วยสอนที่สถานีอนามัย ถือว่าเป็นการปูความรู้ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้มีความรู้ด้านอนามัยแม่และเด็กเป็นอย่างดี ก่อนที่เจ้าหน้าที่ อสม.จะทำหน้าที่เป็นครูให้แก่ อสม.ช.

     ในปี พ.ศ. 2554 จะขยายการพัฒนาศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขเชี่ยวชาญแม่และเด็กเป็นวงกว้าง โดยนำหลักสูตรการพัฒนา อสม.ช. เป็นต้นแบบ และทบทวนหลักสูตรใหม่อีกครั้ง เพื่อให้ รพ.สต. อื่นได้นำไปใช้  เดือนเมษายนที่ผ่านมา โรงพยาบาลหาดใหญ่ได้เปิดโอกาสให้ อสม.ช. เข้าไปเห็นสภาพของหออภิบาลทารกแรกเกิด ทำให้เข้าใจปัญหาภาวะคลอดก่อนกำหนดมากขึ้น  ถือว่าเป็นงานชิ้นสำคัญที่ทำให้งานพัฒนาชุมชนด้านแม่และเด็กเข้มแข็งมากขึ้น ในขณะที่เดินทางไปกับเรา คุณจิราภรณ์ กล่าวว่า “รู้แล้วว่าปีนี้จะต้องเตรียมอะไร ต้องจัดหากระเป๋าเพิ่มเติม และจัดทำแนวทางปฏิบัติอย่างย่อให้ อสม.ช.”

     จากการสังเกตบุคลากรที่ปฏิบัติงานใน รพ.สต.ฉลุง เห็นว่ามีความเต็มใจกับงานที่ได้รับมอบหมาย เพราะให้เหตุผลว่า งานใดที่เป็นประโยชน์ต่อคนในพื้นที่ ก็จะทำเต็มที่ ดังนั้น คงไม่แปลกใจว่า งานหรือโครงการใหม่ รพ.สต.ฉลุง มักจะได้รับความไว้วางใจให้เริ่มดำเนินงานก่อนเสมอ

ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

  1. เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมีความรู้ด้านอนามัยแม่และเด็ก ได้รับการฝึกทักษะการให้บริการฝากครรภ์/ การให้คำปรึกษาจากสูติแพทย์ของโรงพยาบาลหาดใหญ่
  2. ผู้บริหารมีความคิดก้าวไกล และต้องการให้เกิดการพัฒนาที่ดีขึ้น
  3. มีสัมพันธภาพที่ดีระหว่างสำนักงานบริหารเครือข่ายบริการปฐมภูมิโรงพยาบาลหาดใหญ่ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเชี่ยวชาญด้านแม่และเด็ก
  4. อสม. เชี่ยวชาญแม่และเด็ก ต้องการพัฒนาความสามารถของตนเอง